ความเกลียดชัง ที่น่าคบหา (เปลี่ยนความเกลียดเป็นความเกลียด!)

บทความบนเว็บไซต์นี้หลักๆ มีอยู่ 2 หมวดคือ หมวดบทความแง่คิด แรงบัลดาลใจ หรือคติธรรม กับ หมวดบทความเชิงบริหารธุรกิจการตลาด โดยในหมวดแง่คิดนี้ มักมีแนวทางไปในส่วนมองโลกอย่างเข้าใจ เป็นสุข ไปจนถึงการปล่อยวาง ซึ่งดูขัดแย้งกับชื่อบทความวันนี้ในเรื่องของ “ความเกลียดชัง” ที่น่าคบหา ที่กล่าวในแนวทาง เปลี่ยนทัศนคติ รวมถึงการพัฒนาตัวเอง

ความเกลียดชังในบริบทอื่น มักจะไม่มีอะไรดี ไม่น่าคบหา และเป็นเหมือนมะเร็งทั้งในแง่ พุทธ และจิตวิทยา ไปในทางเดียวกัน บนคำพูดซ้ำเดิมในทำนองว่า โลภ โกรธ หลง เป็นสิ่งไม่ดี ที่เราๆ ได้ยินกันบ่อย แทบไม่รู้สึกอะไรกับประโยคแบบนี้แล้ว จนถึงขั้นเบื่อกับมัน เพราะรู้แล้วยังไง? ทำกันได้บ้างไม่ได้บ้าง ก็เป็นคนธรรมดามันต้องมีสิ่งเหล่านี้กันบ้างแหละ และมันก็จริงเสียด้วย..

หลายสิ่งหลายอย่างมักมีหลายด้าน ทั้งด้านที่เรา “คิดว่า” ดี และ ไม่ดี ที่เน้นตรงคำว่า “คิดว่า” นี้เพราะเป็นความคิดส่วนบุคคลที่อาจมีการมองแตกต่างกันไป เรามองว่าดี คนอื่นอาจมองว่าไม่ดี เช่นนี้ผมจึงบอกว่า เรานั้น “คิดว่า..” ในความเกลียดชังนี้ก็เช่นกันมันมีด้านที่ดีอยู่ สามารถใช้ประโยชน์จากมันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน การพัฒนาตนเอง

อีกครั้งที่ผมต้องเล่าว่าผมดู อ่าน ฟัง เรื่องราวของคนที่ประสบความสำเร็จมามาก เรียกว่าชอบตั้งแต่สมัยวัยรุ่น มีอย่างหนึ่งที่ได้ยินจากปากคนที่สำเร็จแล้วร่ำรวยหลายคนคือวัยเด็ก หรือชีวิตช่วงหนึ่ง “เขาเกลียดความจน” ความลำบาก หรือบางอย่างจากการที่ไม่มีเงินในตอนนั้น มันเป็นสิ่งผลักดันให้เขาคิดว่าเขาต้องรวย เพื่อจะหนีจากสิ่งนั้นให้ได้…

ส่วนบางคนที่ประสบความสำเร็จด้านอื่นๆ “เขาเกลียดที่โดนดูถูก..” ในเรื่องนั้น เรื่องนี้ จนเป็นแรงผลักดันให้เขาต้อง.. (ทำสิ่งนั้นจนสำเร็จ) เรื่องเหล่านี้ยังมีอีก ที่หลายคนอาจพอรู้หรือเคยได้ยิน นึกออกอยู่บ้าง แต่อาจไม่เคยได้สนใจหรือมองให้เห็นในมุมที่เอามาปรับใช้ในการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาตัวเอง

เปลี่ยนความเกลียดเป็นความเกลียด!

จากที่กล่าวไปหลายสิ่งเราเคย “คิดว่า” มันไม่ดี มันก็ไม่ดีจริงๆ แต่มันยังมีอีกด้านหนึ่ง หากเปลี่ยน ย้าย สลับ ไปให้มันอยู่ในอีกมุม มันอาจมีประโยชน์ได้ ผมเองพยายามคิดและบอกตัวเองว่า การโกรธ เกลียด ไม่มีประโยชน์ใด จึงพยายามปล่อย วางเฉย จนบางทีดูว่าเราก็กลายเป็นคนไร้แรงบัลดาลใจ รวมถึง ไร้ประโยชน์ในหลายๆ อย่าง ไม่ใช่แค่นี้ คนที่ไม่ได้วางเฉย มีโกรธ มีโมโหอันเป็นปกติ หากย้าย หรือใช้วิธีเพ่งใหม่ (Swop Focus) ไปในทางที่เกิดประโยชน์กับตัวเองมันจะมีประโยชน์ขึ้นมาได้ดี

โดยธรรมดามนุษย์แล้วไม่สามารถโกรธ เกลียด อะไรทีละหลายๆ อย่างพร้อมกัน แม้ชีวิตจะโกรธเกลียดอยู่หลายเรื่องในตอนนั้น แต่พอรู้สึกแล้วมันมักจะเกิดขึ้นทีละเรื่องและไม่พอใจ ไม่ชอบใจทุกครั้งเมื่อพบเห็น หรือคิดขึ้นมา ทว่า ความโกรธ เกลียด มีพลังมหาศาล แต่ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความโกรธ เกลียด แบบอารมณ์ชั่ววูบ เป็นความเกลียด แบบไม่ชอบ ไม่ยอมรับ หรือไม่รู้สึกดีอันมีแรงกดดันต่อสิ่งนั้นๆ ซึ่งมันจะมีแรงผลักอยู่เบื้องหลัง เช่น การเกลียดที่แฟนนอกใจ เป็นการเกลียดที่อยู่ในใจอยู่แล้วไม่ว่าจะเกิดหรือยังไม่ได้เกิด แต่เรารู้แก่ใจ เมื่อมีความเกลียดนี้ขึ้นมากระตุ้น มันเป็นแรงผลักให้คุณใช้สมอง มีความคิดทั้งกระบวนการ วิธีการ มีแรงที่จะตามสืบ จับผิด กระทั่งดึงดูดให้พบเห็นในสิ่งที่คุณคิด เป็นต้น หรือในอีกส่วน เมื่อเกลียดสิ่งใด คุณจะพาตัวเองออกมาหรือพ้นไปในทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข แรงส่ง ผลักดัน กดดันเหล่านี้เอง ที่มีพลังน่าจะนำมาใช้

ม้าป่ามันย่อมพยศ ถ้าเราขี่มันก็พาเราไปไหนไม่รู้ แต่ถ้าฝึกมันได้เราก็จะเป็นผู้นำมันให้พาไปตามเส้นทางที่เราต้องการ

มันอาจฟังดูแปลกๆ และไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ทันทีสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย เพราะความเกลียดจะไม่ข้อเกี่ยวกับอารมณ์ได้อย่างไร และนั่นน่าจะเรียกว่า แค่ความไม่พอใจหรือเปล่า? จริงอยู่ครับว่า อารมณ์มีแรงผลัก แต่เราก็ต้องแยกให้ออกระหว่าง โกรธ กับ เกลียด ที่ในกรณีนี้ โกรธไม่เกี่ยวข้อง โกรธเป็นอารมณ์เมื่อถูกกระทำบางอย่างทันที แต่เกลียดไม่จำเป็นต้องทันที และโกรธเกิดซ้ำไม่ได้อารมณ์หายก็หาย แต่เกลียดเกิดได้ซ้ำๆ ได้ไม่เกี่ยวกับอารมณ์ แต่ในลักษณะหนึ่งมันมีแรงผลักมากพอมันก็ต้องการการฝึกควบคุมบางอย่าง ถ้าให้ยกตัวอย่างก็ลองนึกถึงว่า ก่อนเราจะนำม้ามาใช้งานได้ เดิมที่ม้าเป็นสัตว์ป่า เรียกว่าเป็นตัวแทนความเถื่อน(ไร้ความยั้งคิด) ม้าป่ามันย่อมพยศ ถ้าเราขี่มันก็พาเราไปไหนไม่รู้ แต่ถ้าฝึกมันได้เราก็จะเป็นผู้นำมันให้พาไปตามเส้นทางที่เราต้องการ ก็คล้ายกันตรงนี้

อธิบายมาเสียยาว หากเข้าใจและลองแยกความเกลียดออกมาได้แล้ว ก็ต้องลองสลับจากสิ่งที่รู้สึก ไปกับอีกสิ่ง เช่น เกลียดใครคนหนึ่งที่มองเราแบบนั้น สลับไปที่ เกลียดตัวเองนี่แหละที่ชอบแต่งตัวแบบนี้ ทำตัวแบบนั้นให้เขามอง หรือแม้กระทั่งวางตัวไม่ดีเอง เมื่อสลับมาเกลียดในสิ่งที่เราจัดการได้ เราก็กำจัดมันเสียด้วยแรงผลัก โดยหากเข้าใจเทคนิคของโปรแกรมสมองเสียหน่อย จะพบว่ามันแก้ปัญหาอีกเรื่องไปได้ในทันที ดังกรณีที่ยกตัวอย่าง เชื่อหรือไม่ว่าหากเราแค่เปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวคนที่เคยมองเราแบบหนึ่งจะเริ่มมองต่างไป ไม่ใช่แค่เขารู้สึกแปลกๆ มันสะกดลงไปในจิตใต้สำนึกได้ทีเดียว ลองๆ นึกถึงคนอื่นที่เราเคยเห็นดูก็ได้ จู่ๆ เขาแต่งตัว หรือเปลี่ยนภายนอกตัวเองไปอีกแบบถาวร เรารู้สึกกับเขาเปลี่ยนไปไหม?

ทั้งหมดนี่อาจสรุปเทคนิคส่วนนี้ง่ายได้ว่า “เปลี่ยนความเกลียด เป็นการทำอะไรสักอย่างกับตัวเอง” ถ้ามันถูกผลักดันได้ มันจะมีผลลัพธ์เหมือนที่ยกตัวอย่างไปในตอนแรก เขาเกลียดความจน มันจึงทำให้เขารวย..

ความเกลียดชัง ที่น่าคบหา

มันอาจยากสักหน่อยที่จะต้องสลับความรู้สึกหนึ่งไปสู่อีกเรื่องหนึ่ง บนแนวทางที่กล่าวไป แต่ในอีกส่วนก็ไม่จำเป็น เราสร้างความเกลียดขึ้นมาเลยก็ได้แล้วอาศัยพลังจากมันเพื่อกำจัดสิ่งที่เราเกลียดนั้น อาจฟังดูแปลกๆ สำหรับคนที่ไม่คุ้นชินกับเรื่องของกระบวนการสมอง ความคิด เชิงจิตวิทยาบำบัด แต่มันก็ไม่ต่างอะไรกับการที่เรา “สะกดจิตตัวเอง” ซึ่งมันไม่ได้ดูน่ากลัว แปลก และไม่จำเป็นต้องซับซ้อนอะไรในเรื่องนี้ แค่อาศัยความเชื่อและลงมือทำ ตัวผมเองเคยใช้เทคนิคแบบนี้ โดยมันเริ่มเกิดความไม่พึงพอใจ ความรังเกียจที่ก่อตัว ทว่าพอปรับหรือเพ่งมันให้เข้มข้นมากขึ้น จนเรารู้สึกว่า “ต้องทำบางอย่าง” เพราะความไม่พอใจ ไม่สบายใจบนความเกลียดมันมีมาก เรื่องที่ว่าก็คือในตอนนั้นผมเริ่มเกลียด “พุง” ตัวเอง หากใครเคยพบเห็นหรือรู้จักกันจะคิดว่า ผมไม่ใช่คนอ้วนอะไรเลย ไปในทางผอมด้วยซ้ำ ซึ่งมันก็คงจริงในตอนนั้นผมน้ำหนักอยู่ที่ 56-57 แต่สิ่งที่ผมเห็นอยู่ทุกวันในเวลาส่องกระจกคือผมมีพุง ด้วยพฤติกรรมการกินที่ผิด แม้ในตอนนั้นจะกินมังสวิรัติก็ตาม แล้วหลังจากนั้นเองเมื่อความเข้มข้นมีมากพอ เชื่อหรือไม่ว่า ภายใน 2-3 เดือน น้ำหนักผมหายไป 9-10 กิโลกรัม จนคนที่พบเห็นมองว่า ผมผอมเกินไป ตอนนั้นไม่เห็นตัวเองว่าผอมเกินไปเพราะมีแต่ความพึงพอใจที่ขจัดพุงไปหมดสิ้น จนมีแม่บ้านประจำตึกทักว่าผมป่วยหรือเปล่า นั่นทำให้ฉุกคิดอีกครั้ง ซึ่งหากดูสัดส่วนก็สมควรที่จะโดนทักเช่นนั้นอยู่ (ผมสูง 169 ในตอนนั้นหนักลดเหลือเพียง 47-48 กิโลกรัม) แต่ประเด็นสำคัญอยู่ในเรื่องที่บอกว่าจุดเริ่มต้นมาจากเพียงคำว่า “เกลียด” พุงตัวเอง ผมไม่ได้ตั้งใจที่จะลดน้ำหนักเลย เพียงแต่ยิ่งเห็นพุงตัวเองก็ยิ่งไม่ชอบ เมื่อความเข้มข้นมันสูงจึงทำให้น้ำหนักลดลงมากไปหน่อย นี่มันก็คล้ายกรณีนางแบบที่ลดน้ำหนักตัวเองจนการเป็นเสพติดเข้าข่ายโรคจิตชนิดหนึ่ง ต่างกันก็ตรงที่เราทำโดยรู้ตัว มีสติ กับไม่รู้ตัว ซึ่งคงไม่ทำให้พาตัวเองไปจนขั้นนั้น เอาแค่ให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย

นั่นเป็นเพียงตัวอย่างเดียวที่เป็นเรื่องจริงและคนที่รู้จักผมได้เคยเห็นผลชัดเจนมาแล้ว แต่เราสามารถทำได้กับหลายๆ เรื่อง ปัจจัยประการหนึ่งก็ดังที่บอกไปมันอยู่ที่ “ความเข้มข้น” ของความเกลียดหรือไม่พอใจในสิ่งนั้น ส่วนหนึ่งถ้าจะสร้างก็เหมือนการสะกดตัวเองที่กล่าวไปแล้วเช่นกัน คือเพ่ง มองและบอกตัวเองซ้ำๆ ธรรมดานี่แหละ และเราต้องทำบางอย่างกับมันจริงจัง โดยเราอาจจะเปลี่ยนหรือสร้างความเกลียดขึ้นมาเลย ก็ได้ เช่น

  • อยากเลิกบุหรี่ – เกลียดเวลาตัวเองตัวเหม็น มีคนทักเรื่องกลิ่น สายตาคนอื่นที่มองเวลายืนสูบ เกลียดการเป็นพ่อแย่ๆ ตัวอย่างที่ไม่ดี เหล่านี้เป็นต้น (ผมก็เลิกบุหรี่ได้เช่นกัน แต่ใช้เทคนิคอื่น)
  • อยากดูดี – เกลียดเวลาที่มองตัวเอง เกลียดเวลาเข้าสังคม
  • อยากพัฒนา – เกลียดภาวะเดิมๆ เกลียดตัวเองขี้แพ้ เกลียดคนขี้เกียจ
  • อยากขยัน – เกลียดบ้านรก เกลียดความสกปรก เกลียดเวลาทำอะไรไม่เสร็จ เกลียดที่ต้องพูด

หลายคนอาจงงๆ ว่าบางความเกลียดมันเกี่ยวกันจริงไหม มันส่งผลแน่รึ หรือ บางเรื่องจะสร้างความเกลียดยังไง อันนี้เป็นเทคนิคเชิงลึกอยู่บ้าง แต่ไม่จำเป็นต้องเทคนิคอะไรเลยก็ได้ แค่เกลียดสิ่งไหน “เลิกทน” และหาวิธีไปให้พ้นหรือไม่เจอกับสิ่งนั้นก็พอในเบื้องต้น หรือคิดไม่ออกจริงๆ ก็ลองเขียนมาถามกันได้ ซึ่งสิ่งสำคัญ เน้นย่ำอีกทีว่ามันขึ้นอยู่กับ ความเข้มข้น และความตั้งใจในการทำอะไรสักอย่างตรงนั้นมากกว่า ความเกลียดนี้เป็น แรงผลัก หรือแรงบัลดาลใจในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งหากสร้างมาได้ แรงมันดีไม่ใช่เล่นเลยทีเดียว ก็ลองคิดดูว่าความเกลียดทำให้คนเราทำสิ่งไร้เหตุผลได้มากมาย แล้วทำไมจะทำในสิ่งที่มีเหตุผลดีๆ ไม่ได้บ้าง

ถึงตรงนี้หลายคนคงบอกว่า มันก็แปลกดีนะ มันมีด้วยหรือ เป็นไปได้ด้วยหรือ หลายสิ่งหลายอย่างในชีวิต หากอยากเปลี่ยนแปลง การทำอะไรเดิมๆ ไม่เคยได้ผล ต้องมีการลองทำอะไรใหม่ๆ ดูจึงจะรู้ว่าเปลี่ยนได้ไหม นี่ก็เป็นอีกแค่ทัศนคติ วิธีการที่นำมาเสนอให้ลองดู และอยู่กับความเกลียดที่น่าคบหา ใครจะรู้ว่าชีวิตบางคนอาจเปลี่ยนแปลงไปมากมาย แค่ได้ “เกลียด” อะไรสักอย่างในวันนี้เท่านี้เอง

บทความดีๆ ความเกลียดชังที่น่าคบหา เปลี่ยนทัศนคติ พัฒนาตนเอง

แสดงความเห็น

แสดงความเห็น