อย่าปล่อยให้การ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา

“เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา” ประโยคนี้น่าจะคุ้นชินกว่า อย่าปล่อยให้มันเป็นเรื่องธรรมดา แม้หลายคนจะเดาได้ว่าผมคงเขียนคนละบริบทกัน แต่กระนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนละเรื่องกัน และมันคือการมองชีวิตให้ละเอียดขึ้นว่า ทำไม เกิด แก่ เจ็บ ตาย จึงไม่ควรเป็นเรื่องธรรมดา

เมื่อเกิดกับเรา จะไม่ใช่เรื่องธรรมดา

มัน “เป็นเรื่องธรรมดา” ย่อมถูกอยู่ในด้านหนึ่ง โดยคำว่าธรรมดาในที่นี้หมายถึงใครก็ต้องเจอ และมันจะรู้สึกว่าธรรมดาได้ง่ายกว่า เมื่อ “สิ่งเหล่านี้ เกิดกับคนอื่น” แต่ถ้ามันเกิดกับเราล่ะ?

ในความธรรมดานี้ หากเรามองเป็นเพียงนิยาม มันก็ไม่ต่างกับประโยคที่ว่า “ตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้” ที่มันเป็นความจริงแท้ แต่ควรมองไปให้ละเอียดขึ้นกว่านี้อีกว่า “ตอนนี้เราก็ยังไม่ตาย” ยังไม่รู้เมื่อไหร่ และการตายมันชั่วแว่บเดียว หากไม่มีทรัพย์สินอะไรเลยในขณะที่ยังไม่ตาย ชีวิตอาจลำบาก หรือไม่รู้ต้องทรมานกันนานเท่าใด นี่เป็นตัวอย่างที่ทำให้ควรมองในอีกด้านด้วย

ทำไม เกิด แก่ เจ็บ ตาย จึงไม่ควรธรรมดา

หากเราลองทบทวนดี ๆ 4 สิ่งนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ มีผลกระทบหลายด้าน รวมถึงเมื่อเกิดขึ้น มักสร้างปัญหาชีวิตให้หลายคน ทั้งตัวเอง และผู้อื่น บางคนอาจคิดเอาว่า ถ้าตาย ก็ไม่รับรู้อะไรแล้ว นั่นคือแง่คิดแบบมองแต่ตัวเอง เห็นแก่ตัวก็ว่าได้ เสมือนคนที่ฆ่าตัวตายหนีปัญหา แม้ทำได้สำเร็จแต่ปัญหาจริง ๆ ก็คงอยู่ อาจมากกว่าเก่าด้วยซ้ำไป

ประเด็นสำคัญคือ เราก็รู้ว่ามันเป็น “ธรรมดา” ที่ทุกคนต้องเจอ แต่เจอแล้วยังไง? รับมือกันได้หรือไม่ หรือพร้อมรับมือหรือยัง? ซึ่งหากไม่พร้อมนี่เอง มัวแต่มองเป็นธรรมดา ยังไงมันก็ต้องเกิด ปัญหามันจึงตามมาได้เสมอ ลองมาดูกันไปทีละข้อ

เกิด

เราอาจเลือกเกิดไม่ได้ เมื่อเราเกิดมาอาจเป็นภาระใครบางคน แต่นี่ไม่ใช่เรื่องที่เราจะควบคุมได้ ทว่า “การเกิด” ในที่นี้ ไม่ได้หมายความแค่ว่าเราเกิดมา เรารู้และเคยได้ยินกันอยู่ว่า “ชีวิตมีสุข มีลูกเมื่อพร้อม” เป็นเรื่องจริงอย่างยิ่ง ยุคสมัยปัจจุบัน การมีลูกสักคน ต้องมีความพร้อมในหลาย ๆ ด้าน ไม่ใช่แค่ ฐานะ แต่รวมถึง สถานะ และความพร้อมทางจิตใจ

มีลูกเพียงเพื่อสนองความต้องการตัวเอง

ด้านฐานะ คือเรื่องทางการเงิน สถานะ ก็คือความพร้อมที่จะเป็น พ่อ แม่ และครอบครัว ควรมีเวลาให้ มีวุฒิภาวะที่จะดูแล และความมั่นคงทางจิตใจ เพราะการเลี้ยงคน ต่างจากเลี้ยงสัตว์ ที่แม้แต่สัตว์หลายคนยังเลี้ยงไม่รอดหรือทิ้งขว้าง นั่นก็ชีวิตหนึ่งนะถ้าจะว่าไป..

การเกิดใครมาสักคน แล้วเขาต้องมาอดทนกับเรา แล้วเขาต้องไปทนอยู่กับคนอื่น แล้วเขาต้องลำบาก หลายครั้งเพียงเพราะ สนองความต้องการบางอย่างของตัวเอง จะโดยตั้งใจดีหรือไม่ แต่ส่วนใหญ่ทุกวันนี้ไม่ใช่ไม่มีความรู้ แต่เพราะความมักง่ายในหลายทาง จึงมีเด็กเกิดมามีชีวิตที่น่าสงสาร ผมไม่ใช้คำว่า “เกิดมาเป็นภาระหรือปัญหาสังคม” เพราะภาระหรือปัญหาสังคมจริง ๆ คือคนที่ทำให้เขาเกิดมากกว่า…

หลายคนก็ไม่ได้แย่ หรือพูดได้ว่าตัวเองรักลูก แต่การกระทำส่วนใหญ่เห็นได้ชัดว่าไม่ดีพอ ซึ่งก็ไม่ได้กำลังตัดสินไปเสียหมด ความจำเป็นทุกคนต่างมี แต่นี่แหละคือสิ่งที่บอกว่า “การเกิด” ก็ไม่ใช่เรื่องธรรมดา คิดให้ดี ไตร่ตรองให้รอบคอบ เราเองเกิดมาแล้ว เลือกอะไรไม่ได้ แต่เราเลือกได้ที่จะให้ใครเกิดมา จริงไหมครับ?

แก่

เคยได้ยินประโยคที่ว่า “แก่แล้ว แก่เลย” ไหม นั่นเป็นประโยคเชิงตำหนิถึงความคิดที่ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่พัฒนา ซึ่งเป็นสิ่งบ่งบอกหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มองว่า “แก่แล้วควรคิดอะไรได้ดี” หรือได้มากกว่าเด็ก ถ้าว่ากันโดยทั่วไป คนที่อายุมากขึ้น มีประสบการณ์ พบเห็นสิ่งต่าง ๆ “ผ่านการคิด” มามากกว่า ก็ย่อมควรที่จะรู้ เข้าใจอะไรดีกว่า ปัญหาคือ “ได้คิดหรือไม่”

แก่ไม่ได้หมายความว่าใกล้ตาย

ถ้าไปลองค้นดูก็จะมีงานวิจัย หรือตำราที่เคยบอกว่า สมองก็เหมือนร่างกาย สามารถออกกำลังให้มันได้ ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญ ของทั้งสมองและร่างกาย..

เมื่อแก่ตัวทั้งสองสิ่งอาจไม่เหมือนเดิม และจะเริ่มเป็น “ภาระ” แน่นอนว่าเป็นภาระตัวเองก่อน แล้วค่อยไปถึงคนรอบข้าง การที่เราไม่มีความคิดที่ดี ก็พึ่งพาไม่ได้ ร่างกายไม่ดี ก็เช่นกัน.. ก็มันเป็นธรรมดาที่ต้องเจอมิใช่หรือ?

แต่ความแก่คนเราไม่เท่ากัน บางคน 60 ก็ถดถอย บางคน 70 บางคน 80 เราล้วนรู้ดีว่าอยู่ที่เราดูแลร่างกายอย่างไร คุณว่าคุณจะตายตอนอายุเท่าไหร่? เราจะแก่เมื่อใดก็ตาม แต่แก่ไม่ได้หมายความว่าใกล้ตาย ถ้าแก่ตั้งแต่ 60 แล้วตายตอน 80 โอ้ ลำบากตั้ง 20 ปี 20 ปีที่ยังทำอะไรได้มากมาย ในยุคที่การแพทย์ดีขึ้น อาหารการกินดีขึ้น แนวโน้มที่คนจะอายุยืนขึ้นมีมาก ตามที่ผมยกตัวอย่าง ถ้าดูแลร่างกายดี 60 ยังไม่แก่ ยังไม่เป็นภาระ ไปถดถอยเอา 75 แล้วตายตอน 80 แบบนี้ก็ดีนะ ไม่เลวแก่ไม่นาน แต่หลายคนก็ไม่ใช่…

เรื่องสมองความคิดเป็นสิ่งที่อาจตัดสินไม่ได้ หรือไม่จำเป็นมากนักในยามแก่ไป แต่ร่างกายที่ไม่เคยดูแลลองถามตัวเองหน่อยไหมว่า อยากรีบแก่ไปทำไม? และคิดไว้หรือยังแก่จะทำยังไง เดือดร้อนใครบ้างไหมเอ่ย ต้องหวังพึ่งคนอื่นสินะ..

เจ็บ

หรือในที่นี้คือ ป่วย ด้วย พอบอกว่ามันก็เป็นธรรมดา เลยดูเหมือนว่า “เลี่ยง” ไม่ได้ ที่จริงเราเลี่ยง – ลด ได้มากมายหลายวิธี ถ้าใช้คำว่า “หลบ” ไม่ได้อันนี้น่าจะใช่กว่า ยังไงก็ต้องเจอกันบ้าง ไม่มากก็น้อย เจ็บป่วย เราอาจบอกว่า เราทนได้ ไม่เดือดร้อนใคร ความเป็นจริงในสังคม (นอกเรื่อง) ที่จริงผมไม่พอใจสังคมมากในเรื่องนี้ ที่การรักษา หรือสวัสดิการทางสาธารณสุขเหลื่อมล้ำ รุนแรง คนมีเงินมีสิทธิรักษา สุขอนามัยกลายเป็นแหล่งขุมทรัพย์ ตั้งแต่ ยา และสถานพยาบาล ใครทำธุรกิจเหล่านี้ร่ำรวย ที่สำคัญ ถ้ามันมีตัวเลือกที่ดีให้บ้างก็พอไหว แต่มันไม่ค่อยมี ต้องแออัดยัดเยียดกันไป คนที่ทำงานส่วนกลางตรงนี้จะว่าเขาก็ไม่ได้ ได้แค่ไหนแค่นั้น มันไม่เพียงพอ

เราเจ็บป่วยแต่ละที ค่าใช้จ่ายมักจะมี น้อย ๆ ก็ไม่เป็นไร เริ่มมากหน่อยปัญหาเริ่มเกิด และคุณจะพบว่า เจ็บป่วย ไม่ใช่เรื่องธรรมดา สร้างปัญหาจริง ๆ คงไม่มีอะไรดีไปกว่า การดูแลตัวเองให้ดีที่สุด ที่ใคร ๆ ก็รู้มาแต่ไหนแต่ไร เริ่มต้นที่ ออกกำลังกาย กินอาหารครบ 5 หมู่ สะอาดถูกหลักอนามัย แต่เราก็ไม่ค่อยทำกัน.. หรือ เพราะรอวันเจ็บป่วย เป็นธรรมดา..

ตาย

ดังที่กล่าวไปในตอนต้นว่า หากคิดแค่ตายไปก็ไม่รับรู้ ไม่เดือดร้อนใคร เป็นการคิดง่ายไป ซึ่งคนที่ยังไม่อยากตาย ไม่พร้อมตายก็มีมากมาย

ในแง่คนไม่อยาก ไม่พร้อมนี้ พูดง่ายกว่า ว่าแล้ววันนี้เราทำอะไรอยู่ ในเมื่อรู้ว่าเป็นธรรมดาต้องเจอ เราทำสิ่งบางสิ่งนั้นได้ดีพอหรือยัง อยากตอบแทนคุณ อยากเลี้ยงดูใคร เตรียมอะไรไว้บ้างแล้ว แน่นอนว่ามันไม่ง่ายที่จะทำได้ในทันที แต่ในใจเคยคิดจะทำหรือยัง อย่าบอกว่า เคยคิด เพราะมันไม่ช่วยอะไร การใช้ชีวิตทุกวันนี้เป็นอย่างไร ละเลยอยู่หรือเปล่า เพราะส่วนใหญ่ทำได้ดีกว่าที่เป็น แต่ยังไม่ค่อยทำ หรือยังไม่ได้ทำให้ดีที่สุด

เมื่อตายขึ้นมาจริง ๆ หลายคนก็ยังสร้างความเดือดร้อนทิ้งไว้ก็มี หนี้สิน มรดก แม้แต่อุบัติเหตุ หรืออะไรก็ตามที่ทำคนอื่นต้องสูญเสียไปด้วยเนื่องจากการตายของเรา ไม่นับว่าทำให้มีคนเสียใจที่ยังไงก็ต้องมี และยังมีหลายคนที่พอตายไปเดือดร้อนใครบางคนต้องหาเงินทำศพอีก นี่แหละการตายไม่ธรรมดา..

อย่าปล่อยให้การ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา

หากพอเข้าใจในบริบทนี้ร่วมกัน การเกิด การแก่ การเจ็บ หรือ การตาย เราไม่อาจรู้ชัดเจนว่าจะมาเมื่อใด แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้เลย เพราะแน่ ๆ ณ ปัจจุบันนี้ สิ่งเหล่านี้ยังไม่เกิดขึ้น เราสามารถที่จะคิดให้ดี วางแผนให้ดีก่อนที่จะเกิด ก็เพราะแท้จริงแล้วมันก็ธรรมดา ที่เราต้องเจอ มันจึงอาจเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงเวลาของชีวิต  วันนี้ พรุ่งนี้ แม้แต่ นาทีต่อไปนี้ และเพราะเช่นนี้เอง จึงไม่ควรปล่อยให้มันเป็นธรรมดา ใช้ชีวิตเสมือนว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิด จะไม่กระทบอะไรเลย ดูย้อนแย้งถ้าไม่ทบทวน

ตัวอย่างที่ยกไปในแต่ละด้าน แค่เพียงสั้น ๆ แต่ผลของมันค่อนข้างมากมายถ้าหากคิดต่อยอดจากสิ่งที่ผมเขียนไปจริง ๆ เรื่องเหล่านี้ไม่ธรรมดาแน่นอน

อาจไม่ใช่บทความให้คิดบวก หรือสร้างทัศนคติที่ดี แต่เป็นมุมมองที่เป็นจริงในมุมหนึ่ง ย้ำเตือนสติใครหลายคนแม้กระทั่งผู้เขียนเองก็ตาม เพราะไม่ว่านี้ วันหน้า วันใด วันหนึ่งเราก็ต้องจากกัน.. 早かれ遅かれ

บทความฉบับปรับปรุง เผยแพร่ครั้งแรก Facebook Sirichaiwatt เมื่อ 25/6/2020

อย่าปล่อยให้ การ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา

แสดงความเห็น

แสดงความเห็น