มาพูดกันอีกที หุ้น ดี ไม่ดี อย่างไร

ขอไม่อารัมภบท มากในแง่ที่ว่าผมเขียนเรื่องนี้ทำไม ซึ่งเคยเกริ่นไปเยอะแล้วในบทความที่ชื่อ “ตลาดหุ้น ไม่ใช่ที่สำหรับคนหาเงิน!” ซึ่งถ้าไม่เคยผมว่ามีประโยชน์พอสมควรสำหรับ มือใหม่ ที่กำลังสนใจเรื่อง หุ้น

อะไรที่เกี่ยวกับเงิน ในแง่ของรายได้นั้น มันย่อมเป็นแรงจูงใจให้คนสนใจเสมอ จากบทความที่อ้างถึง ผมพยายามที่จะสร้างความเข้าใจใหม่ ให้คนที่สนใจการลงทุนในหุ้น ไม่พลาดผิด หรือ ตรองดูให้แน่ใจอีกครั้ง และย้ำตรงนี้ด้วยว่าไม่ได้อคติ เพราะพอร์ตตัวเองวันนี้ก็เขียวดี มีปันผลให้เชยชม บางช่วงก็ว่างไปเลย หรือที่เขาเรียกว่าเล่นรอบ(ใหญ่) ทำนองนั้น และยังใช้แนวทาง Reverse Hybrid (กลับหัวคิดพิชิตตลาดหุ้น) เข้าประกอบ เพียงแต่ว่าแนวทางนี้ มีรายละเอียดที่แตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคลได้                                          

ในตอนที่ (เขียนลงเพจ) หุ้นกำลังขึ้น และผมกำลังรอที่จะขาย ส่วนตัวแล้วหมายความว่า ไม่ใช่ช่วงเวลาน่าจะซื้อเท่าไหร่ ย้ำว่า ส่วนตัว (เพราะบางตัวอาจซื้อได้อยู่) แต่ภาพรวมก็ถือว่าขึ้นมาแล้ว ในช่วงที่หุ้นกำลังขึ้น ๆ นี้เอง จะมีคนอวด เมื่อมีคนอวด ก็เรียกคนมาในใจ เมื่อมีคนมาสนใจ ตอนนี้แหละน่าเขียนเรื่องนี้..

และจากครั้งก่อนอาจเขียนในมุมที่อาจสร้างความสับสน ปนความไม่เข้าใจให้ใครบางคนได้ วันนี้จึงจะมาเขียน(พยายาม) ให้ชัดเจน เข้าใจง่ายไปเลยว่า หุ้น ดี หรือไม่ อย่างไร สำหรับคนที่ใหม่ และกำลังสนใจในเรื่องนี้

เริ่มต้นจาก ทัศนคติที่ควรมีต่อหุ้น..

  • เล่นหุ้นไม่ได้เท่ การ(เล่น)ลงทุนหุ้น จะดี หรือไม่ดี ต่อเรานั้นตัดไปก่อน ควรคิดอย่างหนึ่งไว้ว่า “ไม่ได้เท่” แนวว่า ฉัน, ผม, ข้า, ตรู, นี้ เล่นหุ้นนะเว้ย!! เพราะมีบางคนคิดแบบนี้จึงสนใจ นี่คือเรื่องการลงทุน จะขายกาแฟ ปลาเค็ม ชานมไข่มุก ก็ลงทุนเหมือนกัน เท่ มันเป็นเรื่องคิดไปเอง อย่าต้องขาดทุนมาก ๆ ค่อยคิดว่าไม่อยากเท่ จะดีกว่า..
  • มองหุ้นเสมือนทำธุรกิจ กิจการ ต้องใส่ใจ และอยากให้มองเปรียบไปแบบนี้เลยว่า.. หุ้น ก็เหมือนทำธุรกิจ หนึ่ง จะใหญ่เล็ก ก็แล้วแต่เงินลงทุน เลือกหุ้นอะไร ก็ไม่ต่างจากเลือกขายของอะไร เปิดร้านอะไร เอากันตามความรู้ ความมั่นใจที่ตัวเองมี..

เรื่องนี้สำคัญ อาจเอาเป็นแนวคิดหลักไปเลยก็ได้ เช่น กิจการนั้นจะทำประจำ หรือทำชั่วคราว ก็มีส่วนคล้ายกัน ถ้าให้เวลามาก ใส่ใจมาก โอกาสทำกำไรจากกิจการนั้นก็ย่อมมากกว่า จะบอกว่า เหนื่อยน้อยกว่า ตรงนี้อาจใช่ แต่เสียเวลามากกว่าแน่นอน เพราะหุ้นลงทุน ไม่ค่อยลงแรง แต่ความใส่ใจ อย่างไรก็ต้องเหมือนกัน กิจการเราต้องรับรู้อยู่กับมันตลอดเวลา หุ้น จะรู้บ้างไม่รู้บ้าง ก็ได้ ก็จริง แต่ผลตอบแทนก็ไม่แน่นอนเช่นกัน ถ้ารู้จักศึกษา “เรื่องหุ้น” เข้าใจหุ้นของเราตลอดเวลาเหมือนกิจการ ก็ย่อมยากที่จะเจ๊ง หรือขาดทุน แต่ส่วนใหญ่ไม่รู้จริงได้ง่าย ๆ 

ทำกิจการ ต้องคิด วิเคราะห์ แผนการตลาด คำนวณกำไร ต้นทุน ในหุ้นเอง ก็ต้องคิดวิเคราะห์ เหมือนกัน จะงบการเงิน หรือกราฟ ก็ตามแต่ถนัด แค่สุดท้ายดังที่บอกไป ไม่ใส่ใจไม่ได้หรอก..

ลงทุนหุ้นก็เหมือนลงทุนทำกิจการหนึ่ง ต่างกันที่หุ้นเหมือนสินค้าในร้าน จะมีกี่สินค้า(หุ้น) ก็แล้วแต่ จะขายของแบบเดียวยาว ๆ ก็ได้ ขอดีคือรู้จักสินค้า (หุ้น) ตัวเองดี หรือจะขายของตามกระแสก็ได้ (กราฟ) ไม่สนใจนักว่าของนั้นจะเป็นอะไรยังไง เห็นคนสนใจเยอะก็เอามาขาย แต่วิเคราะห์ไม่ดี ก็ขาดทุนสต๊อกสินค้านั้นได้เหมือนกัน โชคดีกระแสดีอีกครั้งก็อาจได้เอาสินค้านั้นมาขายคืนทุนหรือทำกำไรก็ว่าไป..

ทีนี้ เราทำกิจการบางอย่างพาร์ทไทม์ หรือธุรกิจเสริมได้ไหม (ซื้อขายไม่บ่อย) ย่อมได้ หุ้นก็เช่นกัน ทำเป็นเรื่องเสริม ได้น้อยแต่ก็ได้ ขาดทุนน้อยก็ไม่เจ็บตัว เพราะมันไม่ใช่อาชีพหลัก ซึ่งบางทีนั้น หากเข้าใจจังหวะดี ๆ รายได้ดีกว่าซื้อขายประจำได้อีกต่างหาก..

บางเรื่องเราไม่จำ ไม่รู้ จึงเชื่อเพียงสิ่งที่เห็นอยู่

ทำจริงจังเลย เล่นหุ้นเป็นอาชีพ (ซื้อขายเกือบทุกวัน) ก็ย่อมได้ เพียงแต่ในกิจการหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น ร้านอาหารมีคนทำเยอะไหม? มากมาย.. คนเจ๊งเยอะไหม? เยอะนะครับ ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านลูกชิ้น ร้านหมูกระทะ หรือร้านอาหารใหญ่ก็เถอะ ถ้าทำสถิติ จะพบว่าเจ๊งไม่น้อย เลิกไม่น้อยเพราะไม่คุ้ม แต่ไม่มีใครมานั่งบอก เห็นอีกทีก็ปิด ก็ทำอย่างอื่นไปแล้ว บางส่วนก็พอไปได้ แต่ไม่ถึงกับมั่งคั่ง ก็ไม่ต่างกัน ถ้าเราพูดแง่นักลงทุนรายย่อยเล่นหุ้น เจ๊งก็เยอะ พอได้บ้างก็มี ร่ำรวยจริง ๆ ก็เหมือนร้านอาหารที่ก็มีบ้าง แต่เทียบแล้วไม่มาก และเป็นส่วนน้อยมากด้วยซ้ำ

ร้านอาหารนี้ เราไม่เคยมาจำว่ามีร้านเปิดกี่ร้าน ปิดกี่ร้าน รวมถึงไม่รู้ก็มีว่าปิดไปแล้ว เราก็เห็นแค่ร้านที่ยังค้าขายอยู่และดูขายดี ก็นี่แหละ บางเรื่องเราไม่จำ ไม่รู้ จึงเชื่อเพียงสิ่งที่เห็นอยู่ คนที่เจ๊ง หรือเลิกเล่นไปแล้วก็ไม่มีใครมาพูด มาบอก ซึ่งมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรด้วยที่เขาจะต้องมาพูดว่าขาดทุน

คงต้องกล่าวว่า มันไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้ตรง ๆ ระหว่าง หุ้น กับ ธุรกิจ แต่มันไม่ต่างกันในหลาย ๆ มิติ โดยอย่างยิ่ง มันคือ การลงทุน เข้าใจดี ศึกษาดี มีแผนการลงทุนดี ก็อาจจะดี ไม่มั่งคั่ง แต่ก็พอมีกำไร เป็นรายได้เสริม เป็นอีกหนึ่งกิจการ หรืออะไรก็ตาม รวมถึง มีโอกาสร่ำร่วยด้วยสิ่งนี้ไปเลย ไม่ต่างกับเปิดร้านอาหารดังที่บอก เพียงแต่ต้องยอมรับว่า สัดส่วนนั้น มันน้อยจริง ๆ

เพราะถ้าคิดเข้าใจได้ บางทีอาจไม่ต้องเล่นหุ้น เราไม่เหมาะ เราไม่ถนัด เราทำกับข้าวเก่ง ไปลงทุนเปิดร้านอาหารแทน ก็รวยได้เหมือนกัน..

ปล.1 หุ้นไม่ใช่อนุพันธ์ เรื่องนี้ไม่ได้กล่าวถึง และรวม ๆ เสี่ยง!! มากกว่านัก
ปล.2 forex เชิญ ไม่สนับสนุน..

มาพูดกันอีกที หุ้น ดี ไม่ดี อย่างไร

แสดงความเห็น

แสดงความเห็น