Site icon Sirichaiwatt

เลิกมีความสุข?

ผมก็ไม่ต่างจากหลายคน ชอบเล่นเกมส์, ชอบดูหนัง, ดูซีรียส์, หรือกิจกรรมบางอย่างที่ไม่ได้สร้างประโยชน์เชิงปริมาณให้ชีวิตเรา แต่ล้วนมักสร้างความบันเทิง ความสุข ไปในทางนั้น มีบ้างที่กิจกรรมเหล่านี้ เหมือนสร้างประโยชน์ เช่น หนังบางเรื่องให้แง่คิด ความรู้ต่าง ๆ..

แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นความรู้ที่เรากำลังอยากรู้ รวมถึงอาจไม่มีวันได้นำไปใช้ นอกจากพูดให้คนอื่นฟัง หรือเพียงตอบคำถามบางอย่าง ที่ใช่ว่าจะสร้างความก้าวหน้าให้เราได้จริงจัง

ฟังบทความนี้ในรูปแบบ Podcast ตามช่องทางเหล่านี้

การใช้ เล่น (ติด) Facebook บางทีก็มีเรื่องดี มีข่าวสาร มีสาระ ขึ้นอยู่ว่าคน ๆ นั้นติดตามอะไร โดยส่วนใหญ่แล้วจะไร้สาระ อีกส่วนหนึ่งก็ติดตามในสิ่งที่เป็นสาระ แต่จะว่าไปแล้ว สัดส่วนต่อเวลาที่เสียไป ก็ใช่ว่าได้ประโยชน์มาก กล่าวคือ อาจเสียเวลาไปกับสิ่งอื่นมากกว่าจะได้สาระตรงนั้น และสาระที่เป็นประโยชน์นั้น จะใช้ได้กับเราหรือไม่ก็ไม่แน่ใจ มิหนำซ้ำ ยังมีข้อมูล สาระที่ผิด ๆ อีกเพียบ เผลอ ๆ บางคนเชื่อมากกว่าเรื่องที่ถูกต้องเสียอีก..

ผมไม่ได้กำลังบอกว่า เป็นเช่นนี้ทุกคน และการที่คุณทำอะไรแล้วไม่ได้สาระประโยชน์ เป็นเรื่องแย่ ผิด ดังที่บอกไปมันคือความสุขเล็กน้อยของใครหลายคน แต่ก็ต้องตระหนักด้วยว่ามันทำให้คุณหยุดอยู่กับที่ได้เช่นกัน..

ใคร ๆ ก็อยากหยุดอยู่ที่สุขสบาย

ครั้งหนึ่งผมเคยติดเกมส์มาก แม้ว่าผมจะทำงานแล้ว คิดว่าตัวเองรับผิดชอบงานดี แต่ถ้าเข้าใจ หรือมองให้ลึกซึ้ง มันดีได้เท่านั้น.. รับผิดชอบดี อาจแค่ไม่บกพร่อง แต่เวลาที่เหลือไม่ได้มีการพัฒนาอะไรต่อ เรียกว่าทำดีแค่เสมอตัว ที่ไม่ได้หมายความว่า “ทำดีเสมอตัว ทำชั่ว..” อะไรแนวนี้ แต่หมายถึง อยู่กับที่ ไม่ถอยหลัง แต่ก็ไม่เดินหน้า แถมตอนนั้น Career path (เส้นทางอาชีพ) ตัน อันหมายความว่า ทำกี่สิบปีก็ไม่ก้าวหน้าขึ้นได้ ซึ่งมันก็คงจะถอยหลังในที่สุด ที่จริงแล้วถ้ารู้ตัวในตอนนั้น ผมควรปรับเปลี่ยนพัฒนาตัวเองอย่างมาก เพื่อไปสายงานใหม่จะได้ก้าวหน้า แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรเลย..

เกมส์ที่ติดคือเกมส์ออนไลน์ต่าง ๆ หลายปีผ่านไปก็รู้สึกตัวเสียที จึงเลิกตัดขาดเกมส์ออนไลน์ได้ แต่บางทีก็ยังไปสนใจอยู่เนือง ๆ แต่อะไรที่เราเคยทำได้ คือเลิกได้ มันก็จะทำได้อีก และทำได้ง่ายขึ้นด้วย ภายหลังก็ยังเล่นอยู่บ้างแต่ไม่เล่นออนไลน์ ไม่ถูกหลอกให้ไปหมกมุ่นกับเกมส์ (เกมส์ออนไลน์ ออกแบบให้เราอยู่กับเกมส์ให้นานที่สุดอยู่แล้ว) นั่นคือช่วงที่ผ่านมา

ติดเกมส์ไม่พอ เคยไปติดซีรี่ย์ด้วยอีก พักหนึ่งติดมาก ทั้งเกาหลี และตะวันตก หลัง ๆ นี้ก็เกือบไป แต่ไม่สาหัส เพราะอย่างล่าสุดเรื่อง Game of throne ก็โชคดีแต่ละปี (Season) ไม่ยาวมากนัก และเป็นช่วงที่คุมเวลาตัวเองได้แล้ว และดังที่หลายคนรู้ ถ้าไม่สรรหาเรื่องใหม่มาดู ก็ไม่เป็นอะไร เพราะจะเป็นไปช่วงเดียว นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมยกเลิก Netflix ..

ที่มากกว่านั้น ผมเป็นคนติดดูหนัง ชอบดูหนังมาก ถึงมากที่สุด จนหลัง ๆ มานี้จำไม่ได้ ต้องบันทึกไว้เลยว่าดูเรื่องอะไรไปแล้ว ผมจึงมีสถิติ 3-4 ปี พบว่า เฉลี่ยแล้วดูไป ราว 160 เรื่องต่อปี ไม่นับรวม ซีรี่ย์ ประมาณว่าวันเว้นวัน อาจมีคนดูมากกว่าผมแบบว่าดูหนังทุกวัน หรือวันละหลายเรื่อง ที่จริงผมก็เช่นกันเพราะมันคือค่าเฉลี่ย และนี่ไม่ใช่ช่วงเดียว มันเป็นประจำหลายปี และตั้งแต่ยุคที่ไม่มี Netflix

เหตุผล หรือที่มาเขียนเรื่องนี้เพราะว่า วันก่อนผมลงบันทึกชื่อหนังที่เพิ่งดูไป และพบว่า ปีนี้เพิ่งได้แค่ 50 เรื่อง นี่คือครึ่งปีแล้ว หากวัดตามสถิติ ถือว่าลดลงไป 30% และส่วนใหญ่อยู่ช่วงต้นปี ผมรู้ตัวว่า หลายเดือนหลัง ไม่ค่อยดูหนัง เหตุหนึ่ง คือ นอนเร็ว ตื่น เช้า เพราะช่วงที่ติดคือชอบดูบน iPad ก่อนนอน สิ้นปีคาดว่าอาจแค่ 50% ของปีก่อน และทุกวันนี้เลือกอ่านหนังสือก่อนนอนแทน.. (จะว่าไปมันมีเทคนิคการเปลี่ยนนิสัย แนะนำข้างท้าย)

ต้องยอมรับว่าหยุด คือไม่ก้าวหน้า

เหมือนที่บอกไปข้างต้น เหล่านั้นคือความสุข ที่ผมขอย้ำว่า คนชอบดูหนัง เล่นเกมส์ ติดซีรีย์ หรืออื่น ๆ ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนไม่ดี ไม่ก้าวหน้า หรือก้าวหน้าไม่ได้ ที่ผ่านมาผมก็เล่าเพียงเรื่องราวของผมเป็นตัวอย่าง แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ สิ่งเหล่านี้ทำให้เรา หยุด..

ทำไมผมจึงต้องเลิกเกมส์ ทอดทิ้งการดูซีรีย์ การดูหนัง มีความสุขกับสิ่งอื่นหรือ? หลายคนเปลี่ยนเพราะเหตุนี้ เช่น ครอบครัว หรือกิจกรรมใหม่ ๆ ผมก็อาจมีบ้าง แต่สิ่งสำคัญกว่า คือ เมื่อผมย้อนมองไป ผมรู้เลยว่าไม่เคยได้อะไรมาจากสิ่งเหล่านั้น แม้เป็นความบันเทิง เป็นความสุข แต่มันมากเกินไป ไม่สมดุลก็ว่าได้ และทบทวนตัวเองก็เห็นว่า ชีวิตไม่ก้าวหน้าเอาเสียเลย ก็เรื่องอื่นจะก้าวหน้าได้อย่างไร ในเมื่อเราหยุดให้กับสิ่งเหล่านั้น สุขแต่กับสิ่งนั้นมากไป..

ลองคิดดูว่าในหนึ่งวัน ตอนผมยังทำงานประจำ เช้าตื่นไปทำงาน (ไม่สายก็เฉียดเวลา) ถึงที่ทำงานย่อมต้องทำงาน (ที่เข้ามา) หมดวัน มันรู้สึกเหนื่อย อยากชดเชย.. แน่นอน เล่นเกมส์ ต่อด้วยดูหนัง จนดึก หลับไป นอนน้อย ย่อมตื่นสาย วนเวียน อาทิตย์วันหยุด ยิ่งคิดเอาแค่ว่า คือเวลาปลดปล่อย ได้เล่นเกมส์เต็ม ๆ ดูหนังได้สบายใจ หรือหาของกิน ช้อปปิ้ง ก็ว่าไป แต่ไม่มีอะไรที่จะเป็นส่วนให้พัฒนาชีวิตก้าวหน้าได้เลย

แม้จะทำงานด้วยความรับผิดชอบก็ตาม แต่เราไม่มีใจที่จะมองไปข้างหน้า (ในมุมหนึ่งเรียก willpower แต่ไม่ขอพูดถึงในบทนี้) เราเติมเต็มความสุขได้ด้วยเวลาหลังเลิกงาน.. เราจึงพอใจ มันก็ใช่ ชีวิตที่เป็นสุข เป็นปกติ และมันหยุด..

เขาบอกว่าคนที่คิดว่าตัวเองลำบากแล้ว จึงชอบหาความสุขง่าย ๆ เพื่อชดเชย ถ้ายกตัวอย่างแบบสุดขั้วก็คือ ทำงานหนักแล้ว จึงเลิกงานไปกินเหล้า.. ก็ใครล่ะไม่อยากหาความสุข นั่นคือสุขของเขา..

จะดิ้นรนไปทำไม?

หลายปีผ่านไป กับการใช้เวลาแบบ “หยุดอยู่กับสุขในแบบของเรา” เราอาจบอกตัวเองว่า คนเราจะต้องดิ้นรนไปทำไม… ผมก็คิดบอกตัวเองแบบนี้หลายช่วงของชีวิต และนั่นคือชีวิตที่ไม่ได้มองอนาคตแล้ว คิดว่ารับได้ แต่ไม่หรอก วันหนึ่งที่อนาคตมาถึงจริง ๆ เราไม่เคยพอใจ.. ผมอาจจะเหมือนพูดเอาเอง แต่ก็มีหลายคนเคยรู้ถึงภาวะนี้ดี ที่เมื่อถึงเวลาฉุกเฉินได้แต่คิดว่าย้อนเวลาไม่ได้..

ผมพบว่าการที่ผมละเลิก ทอดทิ้ง หรือสูญเสีย บางสิ่งที่รู้สึก “ชอบ” หรือเรียกว่าเป็น “ความสุข” ไปได้ กลับทำให้ได้สิ่งที่ตัวเอง “ต้องการ” จริง ๆ มาแทน ผมไม่ได้มีความสุขน้อยลง ยังพบว่า สุขสมบูรณ์ มั่นคง มากขึ้นอีกด้วย หลายคนไม่เข้าใจและยึดติดคิดอยู่ว่า เราจะทิ้งความสุข หรือสุขเล็กน้อยไปทำไม เก็บไว้ไม่ได้หรือ? เคยคิดด้วยว่า มีแต่พวกบ้าที่ทำงาน หรือเอาแต่พัฒนาตัวเองในบางอย่าง เช่น ขยันเรียน บ้าออกกำลังกาย ไม่รู้จักหาความสุข (ฮ่า) วันนี้พบว่า คนแบบนั้น กำลังมีความสุขแบบหนึ่งซึ่งส่วนใหญ่เป็นไปในทางที่เขาเลือกได้  และ เขามีประสบการณ์ ที่เราไม่มีวันทำได้แบบเขา..

ติดเกินไป ทำให้หยุดหรือเปล่า?

ที่จริงเราเก็บความสุขเล็กน้อยในแบบนั้นได้ และไม่ผิด สิ่งที่ผมสื่อนั้น เป็นในสถานะที่เรียกว่า “ติด” เกินไป และบางอย่างไม่ต้องมีเลยก็ได้ คล้ายที่ผมชอบเล่าว่า บุหรี่ คือความสบายใจของผมในอดีต ใครละทิ้งเลิกความสบายใจ ก็โง่กระมัง.. ถ้าคุณเป็นคนไม่สูบ คุณคงไม่เห็นด้วย แต่ถ้าสูบ ก็อาจพอเข้าใจ นั่นจึงเป็นมุมที่บังตา จนเมื่อผมเลิกได้ กลายเป็นคนไม่สูบ ถึงได้เห็นว่ามันไม่ใช่..

ที่จริงแล้วทุกวันนี้ผมก็ยังคงเล่นเกมส์ ผมก็ยังดูหนัง แต่ไม่ใช่ฐานะ “ความสุข” ความต้องการเหมือนสมัยที่รู้สึกว่า เหนื่อยมาแล้ว ลำบากแล้วอยากมีความสุขบ้าง ผมละทิ้งความรู้สึกแบบนั้นไปแล้ว ทุกวันนี้มันเป็นแค่ การผ่อนคลาย และพักผ่อน ถ้าไม่ต้องดูหนัง ไม่เล่นเกมส์ ก็ไม่รู้สึกอะไร แต่ถ้าวันนี้ไม่มีอะไรพัฒนาขึ้นเลย หรือไม่ได้ประสบการณ์อะไรเลย จะรู้สึกแย่กว่า..

ในอาชีพวิทยากร ผมมีสิ่งที่ควรทำคือ หาความรู้ ที่ผ่านมาปกติก็ชอบสาระความรู้มาตลอดแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ควร หรือจำเป็น ทุกวันนี้จึงเลือกที่จำเป็น ทำให้มีเวลาเพิ่มความรู้ที่จะได้ใช้ พัฒนามากพอ นี่คือแง่ของผมที่เป็นวิทยากร อาจไม่เหมือนคุณ

ผมละเลิก ทอดทิ้ง สูญเสีย หลายสิ่งอย่าง เพื่อเอาเวลา และความสำคัญมาให้กับสิ่งที่จำเป็นจริง ๆ และมันจะทำให้ผมสุขได้ยาวนานกว่า ในความหมายและเป้าหมายของผม

สำหรับคุณแล้ว ความก้าวหน้าคืออะไร เป้าหมายคืออะไร แล้วให้เวลากับอะไร.. หรือบางที ที่คุณรักษาบางสิ่งไว้ เพราะแท้จริงแล้ว คุณละเลิก ทอดทิ้ง สูญเสีย เป้าหมาย คุณไป หรือยอมแพ้แล้ว คิดว่าคงไม่มีวันสร้างความสุขที่ลึก ๆ ในใจต้องการ ได้อีกเลย..

ปล. หากอยากเปลี่ยนนิสัย พฤติกรรม แนะนำหนังสือ The Power of Habit ของ Charles Duhigg หรือหารีวิวสรุป ดูก่อนในเบื้องต้นก็มีประโยชน์แล้ว..

บทความฉบับปรับปรุง เผยแพร่ครั้งแรก Facebook Sirichaiwatt เมื่อ 1/7/2019

Exit mobile version