ความในอย่านำออก ความนอกอย่านำเข้า

แง่คิดวันนี้อยู่ในหมวดบทความความรัก เกี่ยวกับประโยคหนึ่งที่คงเคยได้ยินกันมาบ้าง คือ “ความในอย่านำออก ความนอกอย่านำเข้า” แม้จะเป็นเรื่องที่น่าจะเข้าใจไม่ยาก แต่ในชีวิตจริง มีทั้งคนไม่เข้าใจ และเข้าใจแต่ทำไม่ได้ ทั้งที่มันอาจกลายเป็นการบ่อนทำลายชีวิตคู่ได้อย่างจริงจัง…

ความในอย่านำออก ความนอกอย่านำเข้า

บ้างก็ใช้ในอีกประโยคคือ “ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า” ความหมายคือ ไม่ควรนำเรื่องราวในครอบครัว หรือในบ้านไปพูดกับคนข้างนอก และในทางกลับกันก็ไม่ควรนำเรื่องนอกบ้าน (ที่ไม่จำเป็น) มาเป็นประเด็นในบ้านหรือในครอบครัวตัวเอง ในประโยคที่ใช้แทนว่า “ไฟ” ด้วยเป็นตัวแทนความร้อน เช่น เรื่องร้อนแรง หรือสิ่งไม่ดี ก็จะหมายถึงอะไรไม่ดี ๆ ในบ้านไม่ควรนำไปพูด ซึ่งจะ “ไฟใน” หรือ “ความใน” มันก็เป็นประเด็นได้ไม่ต่างกัน…

เริ่มจาก “ขาดการพิจารณาว่าอะไรควรพูด ไม่ควรพูด…”

ถ้าคนหนึ่งมองว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ “ไฟ” คือคิดไปเองฝ่ายเดียวว่าไม่น่าเสียหาย ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงจึงเอาไปพูด แต่คนในบ้านไม่เห็นด้วย มองว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรพูด ก็ย่อมไม่พอใจมีปัญหากันได้

การที่แม้เป็นแค่ “ความใน” ที่อาจหมายถึงเรื่องทั่วไป เรื่องที่เราก็คิดแล้วว่าไม่น่าจะเสียหาย ก็ต้องไม่ลืมว่าเรื่องราวที่ถูกพูดต่อ ๆ กันไป ข้อความผิดเพี้ยน บิดเบือนได้เสมอ จากเรื่องดี ๆ กลายเป็นไม่ดีก็มีมาแล้ว โดยอย่างยิ่งบนคำว่า “สนุกปาก”

แล้วก็ใช่เพียงสนุกปากคนอื่นเท่านั้น บางครั้งก็จากความสนุกปากเราเอง หรืออารมณ์ที่ขาดความยั้งคิด จะพูดจริง พูดเล่น พูดประชด คึกคะนองไป มันย้อนคืนไม่ได้เมื่อมันเสียหายไปแล้ว…

เหตุไม่ใช่แค่ขาดความยั้งคิด

ที่จริงก็ยากจะตัดสินและพิจารณาว่า เรื่องไหนดีเรื่องไหนไม่ดี เรื่องไหนอาจจะเสียหายไม่เสียหาย เมื่อมองเป็นกลางแล้ว บางเรื่องเราก็ไม่รู้ตัว หรือลืมตัว พูดไม่ทันคิดกันได้บ่อย ๆ แต่ก็มีหลายกรณีที่เหตุไม่ใช่แค่ขาดความยั้งคิด เพราะคิดแล้วนี่แหละจึงพูดไป เพียงแต่เป็นการคิดในมุมเดียว…

เช่น เมื่อเกิดความน้อยใจ ความไม่สบายใจเกี่ยวกับคนในครอบครัว เราอยากปรึกษาใครสักคนย่อมทำได้ แต่บนความเป็นจริงน้อยคนนักที่จะต้องการ “คำปรึกษาจริง ๆ” มักแค่ต้องการบ่นระบายออกไป แล้วก็เป็นได้อีกว่าการบ่นระบายนั้น เพียงต้องการต่อว่าคนในบ้านเพื่อความสะใจของตัวเองในเวลาอันสั้น แต่คนฟังนั้นคิดอีกอย่าง…

บ่นระบาย ไม่ใช่การปรึกษา

ทุกวันนี้การมีโลกโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ก การบ่นระบาย หลายคนจึงทำได้ทันที เหตุอาจเพราะ เรียกร้องความสนใจ ต้องการคนเข้าใจ เข้าข้าง ซึ่งเมื่อทำโดย “ฉาบฉวย” ผลที่ได้ก็คือความห่วงใย “ฉาบฉวย” เช่นกัน รูปสติ๊กเกอร์สักอัน หรือข้อความสั้น ๆ ง่าย ๆ อย่าง “สู้ ๆ นะ” แท้จริงมันก็ไม่ได้แสดงว่าเขาห่วงใยใส่ใจในสิ่งที่เราโพสท์ลงไปได้จริง…

ลองคิดดูสิว่า ถ้าแค่นั้นคือความเข้าใจ เห็นใจ ทำไมเราจึงขาดนักหนา?? ถ้ามันง่ายขนาดนั้น… มันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะพิมพ์อะไรแนวนี้แล้วชดเชยทดแทนกันได้ ซ้ำมีแต่ผลเสียตามมา เพราะลึก ๆ แล้วเมื่อเราอ่านมัน คนที่เราต้องการความเห็นใจ (จริง ๆ) หรืออยากให้เขารับรู้ กระทั่งให้เขาทำอะไรสักอย่าง เขาก็ไม่มีทางมาโพสท์ตอบในทำนองเห็นใจ เข้าใจได้ง่าย ๆ.. ทำไมนะหรือ?

ก็ข้อความเหล่านั้นมันมักจะ “ประชด ต่อว่า” เขาไปแล้ว แม้ไม่ใช่ตรง ๆ แค่จะบ่นว่าเสียใจน้อยใจก็ตาม แต่สุดท้ายดูดี ๆ คนที่ถูกต่อว่าก็คือ “เขา” นั่นเอง แล้วใครล่ะจะอยากมาตอบ… (อาจมาตอบแบบต่อว่ากลับก็ได้  ทะเลาะกันให้คนอื่นเห็นไปอีก… บันเทิง!) ถ้าคิดดี ๆ ได้จากตรงนี้ การคุยกันเองตรง ๆ ง่ายกว่า ดีกว่ามาก เช่น บอกไปกับเขาต่อหน้าไปว่า “ฉันน้อยใจ…”

อีกอย่างแม้การนำข้อความบ่นระบายบนความน้อยใจเสียใจเหล่านั้นโพสท์ลงไปแล้วมีคนมาตอบให้คำปรึกษา ที่สุดแล้ว ก็มักไม่ใช่สิ่งที่คนโพสท์ต้องการ หากเป็นเรา เราอาจไม่รู้ตัว แต่เป็นคนอื่นลองทบทวนดูสิ เดี๋ยวเขาก็วนมาโพสท์อะไรคล้ายเดิมใหม่ ทั้งที่คงมีคนให้คำแนะนำ ปรึกษา เรื่องเดิม ๆ นี้มาแล้วไปแล้วหลายสิบคน…

การเพราะขาดความมั่นใจ คิดว่าการพูดออกไปจะทำให้คนอื่นเข้าข้าง เห็นใจ เรียกร้องสิ่งใดได้ สุดท้ายมันคือตรงกันข้าม เมื่อ “ความใน” เผยไป “คนใน” ก็ดูเป็นผู้ร้ายไปแล้ว เขาจะอยากกลับมาหา พระเอกนางเอกอย่างเราไหมล่ะ? ก็คงอาจคิดในใจไปเลยว่า “โอเค!! ไม่เหมาะสมกัน!!” ต่างคนต่างไป…

การเอาเรื่องอื่นมาพูดในบ้าน

การเอา “เรื่องนอกบ้าน” ที่เป็น “ความนอก” มาพูดในบ้าน จริง ๆ ไม่น่าจะเสียหายอะไร เพราะคนในบ้านควรเป็นคนที่เราคุยกันได้ทุกเรื่อง แม้จะเป็นเรื่องที่ดูดีหรือไม่ก็ตาม แต่ถ้าเรื่องนั้นเกี่ยวพันกับคนในบ้านไปด้วย ในทำนองเช่น “ไปรู้มาว่า…”

เช่นนี้ ก็ต้องระวังอารมณ์ ระวังความคิด สอบถามกันให้ชัดเจนว่าจริงเท็จอย่างไร และแม้จะเกี่ยวข้องจริง ก็ต้องดูเหตุผลนั้น ๆ ซึ่งตรงนี้มันไม่ใช่แค่การพูด แต่เกี่ยวโยงไปยังการกระทำด้วย ก็ว่ากันไป… โดยส่วนมากปัญหาต่อมา ก็คือ พอคุยกัน (ในบ้าน) แล้ว ได้ความอย่างไร เลยไปพูดนอกบ้านต่อ กับต้นตอที่ “ไปรู้มาว่า…” นั้น ซึ่งมองดูดี ๆ นี่คือการรับรู้เรื่องราวที่ทำลายความเป็นปกติสุขชัดเจน สุภาษิตญี่ปุ่นจึงมีประโยคหนึ่งที่ว่า “เมื่อไม่รู้ ก็ไม่ทุกข์”

แต่ “ความนอก” ที่เป็นเรื่องนอกบ้านจริง ๆ ที่ไม่ควรนำเข้าก็อย่าง เอามาพูดเพื่อประชด เสียดสี เอามาเล่าเพื่อเปรียบเทียบกับคนในบ้าน เช่นนี้มีแต่ปัญหาแน่

อีกกรณีแม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องหรือมีเจตนาไม่ดี แต่เรื่องนอกบ้านเหล่านั้นเป็น เรื่องแง่ลบ เรื่องหดหู่ เรื่องที่ดูรุนแรง มีมากไปก็จะส่งผลให้บรรยากาศในครอบครัวดูแย่ตาม หรือข่าวไร้สาระ ข่าวความเครียดทางการเมือง ที่ใช่ว่าเหล่านี้จะมีการพูดคุย “กันบ้าง” ไม่ได้ เพียงแต่เมื่อมีมากไป ไม่นานก็จะเป็นประเด็นโดยที่ไม่จำเป็นใด ๆ เลย..

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของ “การคุยกัน” คนในบ้านซึ่งจะเป็นพ่อ แม่ พี่ น้อง ครอบครัว ลูกหลาน ก็ตาม แต่ส่วนใหญ่คนที่ต้องพูดคุยกันมากที่สุดในช่วงชีวิตมักจะเป็น แฟนกัน สามีภรรยา คนรักกัน ถ้าเป็นทั่วไปแล้ว ยิ่งพูดมาก เราต้องยิ่งระวังคำพูดให้มาก ไม่ว่าจะกับใคร แต่กับคนใกล้ตัวบางทีก็ไม่ได้หมายความว่า รักกัน สนิทกัน จะพูดคุยอะไรกันก็ได้… ที่สำคัญเรื่องที่พูดนั้นจริง ๆ แล้วมันเรื่องของใคร จำเป็นหรือส่งผลดีไหมละกับชีวิตคู่ของเรา…

บทความฉบับปรับปรุง เผยแพร่ครั้งแรก Facebook Sirichaiwatt เมื่อ 30/11/2020

ความในอย่านำออก ความนอกอย่านำเข้า

แสดงความเห็น

แสดงความเห็น