แรงบันดาลใจ – แรงบันเทิงใจ

แรงบันดาลใจ?

ในช่วงหนึ่ง หนังสือหรือบทความดีๆ เกี่ยวกับแรงบันดาลใจจะขายดีและเป็นที่สนใจมาก ที่ส่วนใหญ่แล้วมันก็คือช่วงที่สิ่งเหล่านี้ตอบสนองความต้องการให้กับคนที่ประสบปัญหาต่างๆ โดยมีผลกระทบทางจิตใจในวงกว้าง.. นั่นคือมักเกิดในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว..

อย่างไรก็ตามในทุกวิกฤติมีโอกาส ในความลำบากก็จะมีผู้หยิบยื่น(หรือเปล่า) กำลังใจให้ ด้วยบทความ ข้อความทำให้รู้สึกดีๆ เป็นรูปเล่ม เป็นวิธีการ และกลายเป็นการอบรมสัมมนาในที่สุด ซึ่งก็มีทั้งสร้างโอกาส ให้โอกาส และฉวยโอกาส นี่เป็นเรื่องธรรมดาของอะไรก็ตามที่กลายเป็นธุรกิจ เป็นส่วนหนึ่งของการตลาด ผมไม่ได้กำลังจะตำหนิสิ่งใดหรือสื่อใด เพราะผมเคารพในสื่อเสรี สิทธิในการแสดงออกอย่างเท่าเทียม และมันย่อมอยู่ที่ผู้เลือกเสพ..

แต่สิ่งหนึ่งนั้นหากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับภายใต้จิตใจของคน ยอมรับว่าบางทีเกิดความอึดอัดใจอยู่บ้าง เพราะนักสร้างแรงบันดาลใจบางคนผมเองก็มึนๆ อยู่ว่า “เขารวยจากบทบาทนี้ได้ยังไง” เขามีอะไรให้น่าฟัง? อะไร ตรงไหนที่ช่วยคนได้จริงๆ? ซ้ำบางคนลามปามไปได้ทุกวงการ ทุกแขนงได้ โอ้โห เก่งจริงๆ แต่ด้วยเพราะส่วนหนึ่งอาจมาจากผมเองก็ศึกษาทำความเข้าใจเรื่องภาวะ พฤติกรรม และจิตใจคนมาไม่น้อย ก็พอนึกได้ว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะอะไร ทำไมคนเหล่านั้นถึงทำได้แบบนั้น แต่ไม่อยากยอมรับและพูดตรงๆ ถึงส่วนภาพรวมนี้ ดูจะกลายเป็นอิจฉาเขาไปเสีย

สิ่งที่ต้องการจะสื่อสารในทีนี้เป็นการเตือนสติ เราๆ หรือใครก็ตามที่อาจเข้าข่ายไปในภาวะนี้ (ผมเองก็เคยมา) คือภาวะที่ผมเรียกว่า ต้องการแรงบันเทิงใจ ที่เราคิดว่าคือแรงบันดาลใจ..

แล้วมันต่างกับแรงบันดาลใจจริงๆ อย่างไร?

แรงบันดาลใจ

มันก็จะต่างตรงที่เราเพียงรู้สึกว่า มันโดน! มันใช่! มันถูกจริต!  ก็ต้องเช่นนั้น เพราะถ้าไม่โดน ไม่ใช่ ไม่ถูกใจ เราจะรู้สึกดีได้อย่างไร?

ผมอยากให้ทบทวนดูตรงนี้ครับว่า ตอนเด็กๆ เราเคยถูกเบี่ยงเบน หรือเมื่อโตมาเคยหลอกเด็กไหมครับ? เช่น เด็กร้องงอแงจะเอาของเล่น เราไม่สามารถให้ของเล่นเด็กนั่นได้ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แต่เรารู้ว่าอะไรพอที่จะทำให้เขาสบายใจและลืม หรือเลิกอยากได้ของเล่นนั้นได้ นั่นเพราะเรารู้จริตเด็กคนนั้น.. ก็หลอกเด็กนั่นแหละ

ซึ่งตรงนี้ถ้าคนเป็นผู้ปกครองเด็กในอีกรูปแบบหนึ่งจะไม่หลอกล่อนะครับ จะใช้วิธี “ปรับเปลี่ยนความเข้าใจหรือพฤติกรรม” ซึ่งอาจปล่อยให้เด็กงอแงไป หรือใช้วิธีคุย ถ้าเด็กโตแล้วหน่อย เพื่อให้เด็กเรียนรู้ในสิ่งที่ “เขาไม่เข้าใจ” นี่มัน ไม่ถูก! ไม่ใช่! ไม่โดนใจเด็กสักนิดเดียว แต่เขาจะเปลี่ยนไปมีความเข้าใจที่ดีขึ้นตลอดกาล..

หรืออีกหนึ่งตัวอย่างในลักษณะที่ว่า เวลาคุณอกหัก เวลาคุณฟังเพลง อกหัก มันจะรู้สึกว่าโดน! มันใช่! สะใจไปเลยก็มี.. แต่มันทำให้หายเสียใจ หรือทำให้เราคิดอะไรได้มากขึ้นไหม? หรือว่ามีแต่ทำให้จมลงกับความรู้สึกเจ็บช้ำอยู่เช่นเดิม?

มันอาจจะยากอธิบายตรงๆ เพราะมีความทับซ้อนบนความรู้สึกทั้งสองกรณีเมื่อรวมกันแล้วว่า ในสิ่งต่างๆ ที่เราเสพ รับ ฟัง หรืออ่านมา มันทำให้เรารู้สึกดีหายจากบางสิ่งเหมือนเด็กโดนหลอกล่อ หรือแค่สนองความสะใจในความรู้สึกลึกๆ เหมือนฟังเพลงอกหักกันแน่? ผมคงตอบแทนทุกคนไม่ได้ แต่ผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้ด้วยตัวเองคือ “มันเป็นสิ่งชั่วคราว” ที่เมื่ออ่านหนังสือ หรือฟังสิ่งต่างๆ ที่คนเหล่านั้นพูดแล้วรู้สึกดี แต่ไม่มีอะไรให้เรา “ลุกขึ้นมาด้วยตัวเอง” ไม่ว่าจะเป็นความคิดหรือการกระทำได้เลย น้่นผมจึงเรียกว่ามันเป็น “แรงบันเทิงใจ” ที่ทำให้คนบางเสพติดกับภาวะนั้นไปเพียงแค่ั้นั้น..

จริงอยู่ว่าหนังสือดีๆ หรือนักพูดสร้างแรงบันดาลใจดีๆ ก็ไม่อาจสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจหรือสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้ แต่มันก็จะมีความแตกต่างกันอย่างสัมผัสได้อีกเช่นกัน เพราะแรงบันเทิงใจมันมักเข้าใจง่าย หอม หวาน (ก็เพราะง่ายทั้งคนบอกคนฟังพักหลังจึงเต็มไปหมด) เช่น รวยลูกเดียว ประหนึ่งกระดิกเท้า แม้ตัวผมก็เชื่อเช่นกันว่า มันไม่มีอะไรยากเกินไปบนโลกนี้ แต่คุณก็ไม่มีทางหนีความเป็นจริงบนโลกนี้เช่นกัน เพราะแรงบันดาลใจที่ว่านี้บางทีต้องไม่ลืมว่า ใจคนเราไม่เหมือนกัน จึงไม่น่าที่จะใช้แรงบันดาลใจร่วมกันได้ง่ายๆ อย่างน้อยควรลองค้นลึกหาใจตัวเองเจอเสียก่อนน่าจะดี ก่อนที่จะหาแรงบันดาล แล้วพาลแค่หลงไปกับแรงบันเทิงใจอย่างไม่รู้ตัว…

และโดยท้ายนี้อย่างน้อยบทความนี้ อาจกรองคุณให้มองเห็นอะไรในมุมที่สูงขึ้น เลิกสนุกกันการฟัง คิด อ่าน เขียนสนองแรงบันเทิงใจ และเปลี่ยนมาเลือกหาสิ่งที่จะมาเป็นแรงบันดาลใจให้คุณพาขาตัวเองก้าวเดินไป ตามทางหัวใจของคุณเองจริงๆ อย่างมีความสุขตลอดไป..

แสดงความเห็น

แสดงความเห็น