ผมไม่ทำ IF อีกด้านของการมองเรื่องนี้

กำลังเป็นที่นิยม สำหรับเรื่อง IF (Intermittent Fasting) อาจกล่าวได้ว่าเป็นสูตรการลดน้ำหนักอย่างหนึ่ง อีกแบบที่นิยม Ketogenic Diet ที่เรียกกันย่อ ๆ ว่า คีโตน บ้างว่าถ้าทำ IF ก็ต้อง คีโตนไปด้วย จึงจะได้ประสิทธิภาพ ที่จริง คีโตนนี้สำหรับผมเป็นเรื่องที่เก่าแล้ว คีโตนคือการลดแป้ง น้ำตาล หรือไม่ทานเลย ซึ่งมันเป็นหลักการที่ดี แม้กระทั่งนักเพาะกาย คนเล่นกล้ามยังไงก็ต้องใช้เทคนิคทำนองนี้

ฟังบทความนี้แทนอ่านเอง ตามช่องทางเหล่านี้
ฟังบน Youtube
ฟังบน Podbean
ฟังบน Spotify
ฟังบน Apple Podcast

อย่างไรก็ตามสำหรับ IF จะต้องคีโตนหรือไม่ ก็อีกเรื่อง แต่โดยหลัก ๆ ของ IF แล้วสำหรับคนที่ไม่รู้จัก สรุปสั้น ๆ มันคือ “การกำหนดเวลาทานอาหาร” ที่เขามีหลายสูตร เช่น 8-16 นี่จะหมายความว่า คุณจะต้องไม่ทานอะไรเลย นอกจากน้ำเปล่าเท่านั้น หลังจาก 8 ชั่วโมงที่ทานได้ หรือ ทาน 8 อด 16 นั่นเอง รวมกันแล้วก็จะ 24 ชั่วโมง คือเวลาในหนึ่งวันนั่นเอง

ขยายความเป็นตัวอย่างให้อีกหน่อยว่า คุณเริ่มทานมื้อแรก หรืออย่างแรก ในเวลา 9.00 น. คุณก็จะทานได้ไปจนถึง 17.00 น. (8 ชั่วโมง) หลังจากนี้ก็ห้ามทานไปจนกว่าจะ 9.00 น. ของอีกวัน ซึ่งแบบ 8-16 นี้ถือว่าเป็น พื้นฐานที่สุด ง่ายที่สุด

แล้วถ้าทาน 9-10 ชั่วโมงล่ะ? แบบนี้มันก็ไม่ต่างจากชีวิตประจำวันคนปกติเท่าใดนักแล้ว จึงไม่ถือว่าเป็นการอดอาหารแต่อย่างใด

ในการทำ IF นี้ บ้างก็บอกว่าไม่ใช่เป็นแค่เรื่องการลดน้ำหนัก แต่นำไปสู่ สุขภาวะที่ดี ร่างกายกระชับกระเฉง สมองปลอดโปร่ง โดยการทำ IF ที่เข้มข้นกว่านี้ ก็คือจะทานกัน 6-18 หรือ 5-19 ที่เขาว่าจะโหดหน่อย แต่..เราพบผู้ที่ทำสูตรนี้มากมายใน.. วัด (ฮ่า)

เหมือนจะแซวเล่น ๆ แต่ในความเป็นจริงเราพบอะไรได้มากมายในพุทธศาสนา ที่มีมาก่อนแล้ว ดังที่เราทราบ พระจะฉัน (ท่าน) ได้แค่หลังอรุณขึ้น ถึงก่อนเที่ยงเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่ฉันเช้าก็ราว 8 โมง (รวมแล้วก็ประมาณ 4-5 ช.ม.)

แต่ก็ยังมีที่โหดกว่านี้เช่นว่า อด 2 วันเต็ม แต่กิน 5 วัน หรือกระทั่ง อดหนึ่งวัน กินหนึ่งวัน 24-24 กันเลยทีเดียว

คร่าว ๆ กันเท่านี้ว่า IF คืออะไร ในมุมมองของผมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ขอเล่าอะไรนอกเรื่องสักอย่างหนึ่งก่อนแล้วกันครับ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาก่อนจะเขียนเรื่องนี้ ผมก็ได้ตื่นตี 5 ไปวิ่งเป็นปกติ ทว่าการวิ่งวันอาทิตย์ ตามโปรแกรมของผมแล้ว คือการวิ่ง Long Run ประมาณว่าเป็นวันที่วิ่งยาวหน่อย ก็จะหนักหน่อย เพราะวันอาทิตย์เป็นวันหยุด แม้ว่าผมจะไม่ได้ทำงานประจำ แต่ก็จัดตารางตัวเองแบบนี้ และเนื่องจากเป็นวันที่วิ่งเยอะ ก็ย่อมเหนื่อยเป็นธรรมดา

เมื่อวิ่งเสร็จกลับมา ก็นัดกับครอบครัวไว้ว่าจะพาไปเที่ยว หลังจากกลับมาทานอะไรก็อาบน้ำแต่งตัว ออกเดินทาง ไปยังที่เที่ยวแห่งหนึ่ง ไม่ได้ไกลบ้านมาก ขับไปราว ชั่วโมง กว่า ๆ เมื่อถึง เราก็เดินเที่ยวชม หาอะไรทานกัน ราวบ่าย ก็ขับรถกลับ

ทีนี้วันเดียวกัน ผมก็ดันนัดโปรกอล์ฟ ที่สอนผม (เพิ่งหัด) เอาไว้แล้ว ก็เรียกว่ากลับมาถึงบ้าน อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก็ไปต่อ นับว่าเป็นวันที่ฝึกหนักพอสมควร เพราะหมดแรงไปเลย กลับมาบ้านก็ค่ำแล้ว ไม่รู้สึกหิวอะไร และปกติไม่ค่อยจะทานอะไรหลัง 6 โมงเย็นมาสักพัก ปัจจุบันจะเข้านอนเร็วด้วยเหตุผลที่ตื่นเช้า การทานอะไรไปไม่นานแล้วเข้านอน เป็นผลให้เกิดอาการกรดไหลย้อนได้ นี่ไม่เกี่ยวกับเรื่องลดน้ำหนัก หรือ IF แต่เป็นเรื่องที่ควรทำ หลายคนคงทราบดีว่า หากเป็นกรดไหลย้อน มันไม่ใช่โรคที่เกิดจากเชื้ออะไร แต่เกิดจากรูปแบบการใช้ชีวิต เรียกว่าต้องแก้ที่นิสัยถึงจะหาย

คืนนั้น ปรากฎว่านอนไม่ค่อยหลับ ทั้ง ๆ ที่เหนื่อยมาก ซึ่งน่าจะหลับได้สบาย กว่าจะหลับก็ราวตี 2 และพอตี 5 วันจันทร์ มันก็ตื่นมาเหมือนทุกวัน ทีแรกคิดว่าจะนอนต่อเพราะนอนน้อย แต่ก็กลัวว่าจะตื่นสายเรื้อรัง อีกทัั้ง ไม่ได้รู้สึกง่วง อะไร เพียงแต่กลายเป็นวันที่เหมือนเชื่องช้า สมองไม่แล่นเอาเลย

ถ้าถามผมว่าระหว่างการกิน หรือทำ IF มีผลต่อเรื่องไหน อันนี้คงไม่แน่ใจ แต่สำหรับผม การนอนส่งผลมาก เมื่อพักผ่อนน้อย เรามักจะขี้เกียจ พักผ่อนน้อยในที่นี้คือตื่นสาย ๆ ด้วยนะครับ จะยิ่งเห็นชัด แต่ก่อนผมไม่เชื่อเรื่องตื่นเช้ามาทำงานเท่าใดนัก แต่ได้ลองก็พบว่ามันดี หรือแม้ว่า ตื่นเช้าแต่นอนน้อย ก็เชื่อว่า มันจะอึน มึน แม้จะรู้สึกขยัน แต่สมองไม่ตามใจเราแน่นอน

ดังที่เล่าไป ผมพบว่า นี่ก็เป็นอีกเรื่อง ที่มีผลคล้ายกันเหมือนกับเรื่อง IF ที่จะพูดคือ อะไรที่ “มากเกินไป” มันไม่ส่งผลดี ทั้งที่ผมไม่ได้ใช้เวลาวันอาทิตย์อย่างไร้ประโยชน์อะไร ทว่าร่างกายถูกใช้มากเกิน ย่อมส่งผลให้แย่ในวันต่อมา

อีกประเด็น หลายปีก่อนผมเคยควบคุมและลดน้ำหนักอย่างมาก กล่าวโดยสรุปคือหายไปราว 10 กิโลภายใน 2 เดือนกว่า ด้วยการกิน 3 มื้อ ปกติ (พูดรายละเอียดใน Podcast) และมันก็ทำให้ผอมเกินไป ร่างกายแม้จะรู้สึกแข็งแรงดี แต่ภายนอกไม่ดูดีนัก เนื้อหนัง ดูเกินวัย อาจเพราะไม่ได้สารอาหารที่สมบูรณ์ แม้ว่าจะพยายามกินครบ 5 หมู่ก็ตาม

การทำ IF หากเป็นในมุมของผม (ย้ำว่าความรู้สึกส่วนตัว) เรื่องเวลาที่บีบบังคับจะส่งผลอย่างมาก ข้อแรก คือ ไม่สอดคล้องกับคนในครอบครัว ไม่สามารถทานอาหารเย็นกับครอบครัวได้ (ถ้าบอกว่ามียกเว้นได้ไหม ถ้าเว้นคุณก็จะเลิกทำในที่สุด) การใช้ชีวิตในแต่ละวัน อาจจะต้องมาพะวงกับเรื่องการกิน เช่น ทำ IF 8-16 เริ่มทาน 9 โมง ก่อน 5 โมงเย็น เราก็ต้องทานมื้อสุดท้าย นั่นหมายถึงเริ่มทานราว 4 โมง ความรู้สึกผมคือ มันกวนเวลาทำงานมาก ๆ เพราะ 9.00 – 16.00 มันคือเวลางานที่ดีที่สุด แม้กระทั่งทำงานอิสระ หรือ Freelance เพราะคนอื่นเขาก็ทำงานกัน ติดต่อประสานงานจะง่ายกว่า

ถ้าเป็นช่วงเย็น ๆ หรือค่ำหน่อย เราจะทานอะไรเบา ๆ ก็ไม่ได้ ภาพรวมคือ มันไม่พอดี และสำหรับคนมีครอบครัวอาจดูเป็นการเห็นแก่ตัว บางคนอาจบอกว่า เราก็นั่งร่วมโต๊ะใช้เวลาไป ไม่ต้องกิน สำหรับผมคิดแล้วมันเกิดคำถามว่า เรากำลังเอาชนะอะไร? แน่นอนว่าถ้าโสด ไม่มีปัญหา แต่ผลเสียมันอาจตามมาอยู่ดี ในแง่การใช้ชีวิต

ผมไม่เห็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมาก ๆ เขามาบอกว่า IF เป็นส่วนหนึ่ง ของความสำเร็จนั้น

แน่นอน ผลเสียที่บอกอาจไม่สำหรับทุกคน และเรื่องนี้อาจจะดีสำหรับบางคนก็ได้ แต่ถ้าใครสนใจจะทำ IF ที่จริงแล้ว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนสำหรับหลาย ๆ ท่าน (เห็นไหม) ว่าทำได้หรือเปล่า สำหรับผมแล้วมันคือความไม่พอดี

ทั้งหมดนั้น ขอย้ำ ไม่ได้สรุปว่าเรื่องพวกนี้มันดี หรือไม่ดีต่อใครอย่างไร ส่วนตัวแล้วไม่จำเป็น และยังกระทบสิ่งแวดล้อมของชีวิตให้ยากขึ้น โดยอย่างยิ่งถ้าทำเพียง อยาก เท่ เอาชนะ ตามกระแส สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตก็คือ ผมไม่เห็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมาก ๆ เขามาบอกว่า IF เป็นส่วนหนึ่ง ของความสำเร็จนั้น

รวมถึงการทำ IF แล้วชีวิตมีความสุขมากขึ้นชัดเจน มันอาจจะดีต่อตัวเขา เขาอาจจะรู้สึกดี ที่ได้ทำอะไรดี ๆ ต่อตัวเอง แต่จริง ๆ แล้ว มันก็มีอะไรหลายอย่าง เช่นการเลือกทานของดี เหมาะสม กินครบ 5 หมู่ ออกกำลังกาย พักผ่อนเพียงพอ ที่น่าจะเหมาะสมเพียงพอแล้ว

โดยรวมการทำ IF อาจจะดี แต่ส่วนตัว (ย้ำ) ก็มองว่ามันออกแนวได้อย่างเสียอย่าง..

เรื่องนี้เป็นแค่มุมคิดในอีกด้านที่กำลังเป็นกระแสเหลือเกิน ฝากไว้เป็นอีกมุมคิดแล้วกัน ตัดสินใจอย่างไร ที่สุดก็แล้วแต่ท่านอยู่แล้วครับ

ปล.ถ้าจะลดน้ำหนัก การลดน้ำหนักแบบคีโตน น่าจะสมเหตุผลที่สุด

ไม่ทำ IF Intermittent Fasting

แสดงความเห็น

แสดงความเห็น