สุดยอดเคล็ดวิชาประจำสำนัก

เรื่องสั้น สุดยอดเคล็ดวิชาประจำสำนัก โดย : Sirichaiwatt 20/03/2558

ดินแดนหนึ่งของยุทธจักรถูกปกครองด้วย 8 สำนักใหญ่ เจ้าสำนักแต่ละแห่งต่างมีเคล็ดวิชาประจำตระกูลที่ทำให้แต่ละสำนักต่างเกรงขามจนยังไม่กล้ามีสำนักไหนก่อการคิดเป็นหนึ่ง แม้ว่าจะมีการกระทบกระทั่งกันอยู่เนืองๆ ระหว่างคนของต่างสำนักแต่โดยรวมต่างก็เกรงใจกันตลอดมา

สำนักหนึ่งชื่อว่า เปิ้ยนเซ่อซีอี เป็น 1 ใน 8 สำนักที่อาจถือได้ว่าเป็นสำนักที่สำนักอื่นๆ เกรงขามที่สุดด้วยมีการเล่าลือว่า เคล็ดวิชาประจำสำนักเปิ้ยนเซ่อซีอี เป็นยอดยุทธ นี่ทำให้สำนักเปิ้ยนเซ่อซีอี เหมือนเป็นสำนักอันดับ 1 อย่างไม่เป็นทางการ และด้วยความที่เจ้าสำนักคนปัจจุบันซึ่งถือเป็นเจ้าสำนักรุ่นที่ 6 เป็นผู้มีมิตรไมตรีดีต่อทุกสำนักร่วมยุทธจักรไม่ต่างจากเจ้าสำนักรุ่นก่อนๆ สำนักเปิ้ยนเซ่อซีอี จึงอยู่อย่างสงบเสมอมา

ทว่าทายาทของเจ้าสำนักรุ่นที่ 6 นามว่า จางหลาง ซึ่งถือว่าเป็นว่าที่ทายาทรุ่นที่ 7 ต่อจากผู้พ่อที่อยู่ในวัยชราเต็มทีกลับเป็นผู้ที่ค่อนข้างเกเร มีปัญหากับคนต่างสำนักบ่อยครั้ง อาจด้วยเพราะความทนงหรือหลงตนในการที่เติบโตมาเป็นทายาทของสำนักใหญ่ที่ใครๆ ก็ยำเกรงมาตลอดเวลา แม้ว่าวรยุทธของจางหลางถือว่าอยู่แค่ระดับพื้นฐานเพราะธรรมเนียมของยุทธจักรแห่งนี้เคล็ดวิชาสูงสุดจะอยู่ที่เจ้าสำนักแต่ละคนเท่านั้น แต่คนของสำนักอื่นต่างต้องยอมหรือเลี่ยงการปะทะกับจางหลางด้วยเหตุจากความเกรงใจต่อเจ้าสำนักรุ่นที่ 6 เสียมากกว่ากลัวที่จะต้องต่อสู้กับจางหลาง และบ่อยครั้งคนของสำนักอื่นเป็นฝ่ายรีบมาไกล่เกลี่ยหรือขอขมาทั้งที่จางหลางเป็นฝ่ายหาเรื่องด้วยซ้ำ นั่นเพราะความเกรงใจที่มีต่อสำนักเปิ้ยนเซ่อซีอีอย่างมาก

อยู่มาวันหนึ่งยุทธจักรเริ่มเกิดการระส่ำมากที่สุด เหตุเพราะความบานปลายของการกระทบกระทั่งกันของคนต่างสำนักที่แม้ไม่ได้มีสำนักเปิ้ยนเซ่อซีอีข้องเกี่ยวก็ตาม แต่ครั้งนี้ก็รุนแรงถึงขั้นทำให้ 7 สำนักที่เหลือแตกออกเป็นสองฝ่าย เกิดการต่อสู้บ่อยครั้งไปทั่วยุทธจักร และมีผลกระทบถึงสำนักเปิ้ยนเซ่อซีอีหลายครั้ง

“มันเริ่มมากไปแล้ว เราควรต้องจัดการอะไรกับพวกรุกล้ำเสียบ้าง แม้เราจะไม่เกี่ยวข้องก็ตาม” จางหลางเริ่มไม่พอใจและบ่นกับเจ้าสำนักรุ่นที่ 6 ผู้เป็นพ่อที่เวลานี้สุขภาพค่อนข้างย่ำแย่ลงเพราะความชรา แต่เขาก็ กล่าวเพียงว่ายังไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่เราจะอภัยและเข้าใจสถานการณ์ แม้จางหลางจะไม่พอใจนักแต่เขาก็เคารพผู้พ่อเป็นยิ่งนัก

ผ่านไปไม่นานเจ้าสำนักเปิ้ยนเซ่อซีอีล้มป่วยมากขึ้น จึงได้จัดพิธีสืบทอดเจ้าสำนักอย่างเป็นทางการให้จางหลางเป็นเจ้าสำนักรุ่นที่ 7 และตามธรรมเนียมก็ต้องเชิญเจ้าสำนักอื่นทั้ง 7 สำนักเข้าร่วมพิธี และแม้ว่าจะอยู่ในภาวะไม่ปกติ แต่ด้วยความเกรงใจและเกรงขามต่อสำนักเปิ้ยนเซ่อซีอีตลอดมา ทั้ง 7 สำนักจึงไม่มีใครกล้าปฏิเสธงานดังกล่าวและต่างยังมองอีกว่านี่อาจเป็นโอกาสอันดีในการไกล่เกลี่ยโดยให้สำนักเปิ้ยนเซ่อซีอีเป็นคนกลาง

คืนก่อนวันพิธีจางหลางไม่ได้มีความตื่นเต้นหรือดีใจอันใดนักเพราะเขารู้อยู่แล้วว่าวันนี้ต้องมาถึงในวันหนึ่ง มีเพียงสิ่งเดียวที่เขาข้องใจและอยากรู้มาตลอด และได้ถามเอากับผู้พ่อในคืนก่อนวันพิธีว่า เคล็ดวิชาประจำสำนักดีพอที่จะจัดการกับสำนักอื่นทั้ง 7 หรือไม่ เจ้าสำนักเปิ้ยนเซ่อซีอีรุ่นที่ 6 ผู้เป็นพ่อกล่าวกับลูกชายว่า
“ถ้าเจ้าได้รู้และเข้าใจลึกซึ้ง ย่อมจัดการกับสำนักอื่นๆ ได้แน่นอน”

ในวันพิธี เจ้าสำนักรุ่นที่ 6 อาการทรุดจนไม่อาจร่วมพิธีแต่ก็มิอาจเลื่อนได้ทันเพราะผู้คนต่างมากันพร้อมแล้ว จึงให้ดำเนินการไปตามขั้นตอนโดยมีผู้อาวุโสประจำสำนักเป็นตัวแทนตน แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดเมื่อ 7 สำนักที่แตกออกเป็น 2 ฝ่ายควบคุมคนของตนไม่ได้จนวิวาทกันที่สำนักเปิ้ยนเซ่อซีอี พิธีต้องล่มกลางคัน เจ้าสำนักอื่นต่างก็อยู่ในอารมณ์เดือดดาลของการกระทำอีกฝ่ายจนเกิดการต่อสู้และต่างถอยไปตั้งหลัก แน่นอนว่านี่ทำให้จางหลางโกรธอย่างมาก จึงสั้งให้คนของตนทำร้ายและขับไล่ทั้งสองฝ่ายพ้นเขตสำนักตน เหตุการณ์จึงยิ่งวุ่นวายและสับสนยิ่งนัก กลายเป็นว่าเวลานี้ ยุทธจักรแตกเป็น 3 ฝ่าย ชัดเจน คือสองฝ่ายที่แตกกันอยู่เดิมและสำนักเปิ้ยนเซ่อซีอีอีกฝ่ายหนึ่ง

เจ้าสำนักเปิ้ยนเซ่อซีอี รุ่นที่ 6 เครียดและอาการทรุดหนักเรียกจางหลางเข้าพบบอกให้หยุดโทสะนี้ลงก่อน จางหลาง ไม่ฟังคำผู้พ่อ กล่าวถามเพียงตำราวรยุทธ์เคล็ดวิชาประจำตระกูลที่เวลานี้เขามีสิทธิ์ที่จะได้รับและครอบครอง ผู้เป็นพ่อที่เวลานี้เรี่ยวแรงแม้จะพูดยังลำบากจึงตัดสินใจว่าอย่างไรก็ต้องรีบส่งมอบให้จางหลางจึงบอกให้รู้ถึงที่เก็บซ่อนเคล็ดวิชาประจำสำนัก

ทันทีที่จางหลางได้ความดังนั้น ก็สั่งคนของตนออกไปลอบโจมตีคนของอีก 2 ฝ่ายเป็นการท้าทายทันที แม้จางหลางจะใจร้อนแต่เขาก็ฉลาดพอที่จะคิดได้ว่าการปะทะกับยอดวิชาของเจ้าสำนักต่างๆ ทั้งหมดนั้นคงไม่ง่าย ยิ่งมีมากกว่า 1 สำนักอาจลำบากได้ เขาตั้งใจเพียงให้เกิดการตอบโต้กลับมาจากคนของสำนักอื่นและกำหลาบด้วยเคล็ดวิชาประจำสำนักที่ไม่มีใครเคยเห็นและเก็บซ่อนมานานหมายเพียงสร้างความเกรงกลัวต่อสำนักอื่น ก่อนแล้วค่อยจัดการทีละสำนักตามสถานการณ์ เพราะเขามองว่าไหนๆ แล้วนี่อาจเป็นโอกาสอันดีในการสร้างความสงบจากความเป็นหนึ่ง

จางหลางมุ่งไปยังที่เก็บเคล็ดวิชาเพื่อฝึกวิชาดังกล่าว และสิ่งที่เขาวางไว้ก็ได้ผลดังคาดสำนักอื่นส่งคนบุกมาตอบโต้สำนักเปิ้ยนเซ่อซีอีอย่างไม่เกรงใจเหมือนแต่ก่อน และเดินทางมาถึงหน้าสำนัก

จากหลางมาถึงที่เก็บซ่อนตำราเคล็ดวิชาประจำสำนักแล้ว เขารีบเปิดตำราออกอ่านทันที ในตำราเก่าแก่เล่มไม่หนามากแต่ทุกหน้าว่างเว้นเขียนไว้เพียงหน้าเดียวใจความว่า
“เก็บสิ่งดีๆ ไว้ให้ลึกที่สุด แล้วรักษามิตรภาพไว้ให้มากที่สุด” จางหลางเข่าทรุดลงตรงนั้นเอง

(พบบทความใหม่ๆ ทุกวันพุธ หรือติดตามที่ Facebook)

เรื่องสั้น

แสดงความเห็น

แสดงความเห็น