สรุปสิ้นปี 2564 – ข้อดีที่มี OKRs ส่วนตัว

by

| Home » บทความดีๆ » บทความน่าอ่านและเรื่องราวดีๆ » A Life In A Day » สรุปสิ้นปี 2564 – ข้อดีที่มี OKRs ส่วนตัว |


…เป็นปีที่แย่นะ

คงหลอกตัวเองไม่ได้ว่า ปี 2564 เป็นปีที่ปัจจัยภายนอกย่ำแย่จริง ๆ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง แต่จะส่งผลกระทบมากน้อย หรือเป็นทุกข์ไหม ก็แล้วแต่ละคนกันไป…

ทุกปีจะมีบทความสรุปสิ้นปี ที่เหมือนเป็นไดอารี่ส่วนตัวปีละครั้ง เรื่องนี้จึงอาจต่างจากบทความดี ๆ อื่น แต่ถ้าคุ้นเคยกันกับงานเขียนของผม ก็แน่นอนว่ามันคงมีอะไรให้ได้อ่าน ได้คิดตามอยู่บ้าง

ทราบกันดีว่าวิกฤติไวรัส ส่งผลกระทบในวงกว้าง ในแง่ธุรกิจอาจมีบางส่วนที่ได้รับผลในเชิงบวก แต่ก็อาจมีหลายคนที่เหมือนผม คือ การใช้ชีวิตและจิตใจ ดีขึ้นกว่าปีก่อน ด้วยครึ่งปีหลังเราเริ่มผ่อนคลายกันหลายอย่าง ทว่าโดยรวมแล้วด้านธุรกิจ การงาน กลับแย่กว่าปีก่อนมาก ทั้งที่จริงก็คาดการณ์ไว้ประมาณหนึ่งแล้ว

ในช่วงเวลาที่แย่ ๆ คนที่เตรียมตัวมาดี วางแผนมาดี ย่อมมีโอกาสที่จะ ‘ไม่เป็นไร’ มากกว่าคนไม่ตั้งตัว หรือไม่มีอะไรรองรับ ผมก็เป็นหนึ่งในคนที่โชคดีที่มีการวางแผนวางเป้าหมายชีวิตเอาไว้ โดยอย่างยิ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หลังจากได้อบรม ได้ศึกษาเรื่อง OKRs มาแล้วชอบ ก็นำมาปรับใช้กับชีวิตตัวเองด้วย โดยเขียนเชิงแนะนำไว้ในบทความปีก่อน เป้าหมายของปีที่ผ่านมา (My OKRs)

แต่ มันไม่ทำให้เป้าหมายอะไรในปีนี้ใกล้เคียงความสำเร็จเลย… 😮

เพราะเป้าหมายจะสำเร็จมาจากการกระทำของเรา ไม่ใช่แค่จากเครื่องมือหรือหลักการ ซึ่งผลลัพธ์ของผมในปีนี้ เทียบแบบคะแนน ส่วนใหญ่ได้ไม่ถึง 20 เต็ม 100 คะแนน บางหัวข้อได้ไม่ถึง 10 ยังมี ถ้าเป็นการเรียนการสอบ ครูคงไม่อยากให้อภัยกันเลยทีเดียว… 😓

อาจเพราะเช่นนี้คนจึง ไม่ชอบวางแผน หรือ ไม่ตั้งเป้าหมาย บนความคิดหวังเอาว่ามีเป้าแล้ว “ต้องได้” มีแผนแล้วต้องสำเร็จ ซึ่งถ้าทบทวนทำความเข้าใจดี ๆ ก็จะนึกได้ว่า ง่ายแค่นั้นก็ดีสิ แต่ก็อีกมุมแหละว่า เมื่อมันไม่ได้ตามหวังจะมานั่งตั้งเป้าหมาย วางแผนอยู่ทำไม?

ก็เพราะการวางแผนกับเป้าหมายที่ดีแล้วมีตัวชี้วัด เช่น OKRs หรือ แบบอื่นที่ไม่ต้องเป็นหลักการมากก็ได้ แค่ขอให้เราชัดเจนว่าต้องทำอะไรแล้ววัดผลได้ ให้คะแนนตัวเองได้ มันสามารถช่วยอะไรได้มากมาย

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ สมมติเป้าหมายเราคือ “การเดินไปข้างหน้า 10 ก้าว” ถ้าเราไม่มีเป้าหมาย มีหลักชัย สิ่งแรกที่อาจเกิดขึ้น คือเราอาจเดินซ้าย เดินขวา เดินวน ไปจนเดินถอยหลัง แทนที่จะเดินไปข้างหน้า หากเป็นแบบนี้คือเราไม่ได้อะไรดีขึ้นเลย ซึ่งในชีวิตจริงก็มักไม่รู้ตัวเพราะไม่มีเส้นทางกำหนด รวมถึงหลอกตัวเองว่า ชีวิตฉันไม่เคยหยุดเดิน อย่ามาว่าว่าไม่พยายาม…

ในขณะที่หากเรามีเป้าหมาย ดังที่บอกไป ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเดินไปตรง ๆ ได้ 10 ก้าวง่าย ๆ ตามที่ตั้งไว้ (ทำได้ก็มี) แต่อย่างน้อย ถ้าทำได้สัก 2 ก้าว เราจะรู้ทันทีว่าทำไมได้เท่านี้ มีอะไรผิดพลาด พยายามพอหรือไม่ หรือสุดท้ายเราเข้าใจว่าอย่างน้อยก็ได้มา 2 ก้าวแล้ว ดีกว่าผ่านไปกี่วัน กี่ปี ก็ไม่แน่ใจสักที นี่เรามีแล้วกี่ก้าวกัน…

อีกประการสำหรับคนที่ไม่เคยมีเป้าหมาย หรือไม่เคยวางแผนจริงจัง จะไม่มีวันรู้ คือ ประโยชน์ “ด้านจิตใจ” ในการที่เรามีเป้าหมายชัดเจนและวัดผลได้ เมื่อลงมือทำแล้วเวลาผ่านไปไม่นานเราอาจจะเริ่มรู้ตัวว่า “เออ… มันไม่ได้แหะ” การรู้ตัวแต่แรกก็คล้ายเรามีสติระลึก มันเทียบไม่ได้กับคนที่รู้สึกตัวอีกทีก็แย่เสียแล้ว (ย้อนเวลาไม่ได้นี่นา) เพราะเมื่อเรามีเป้าหมายแล้วทำตามแผน มันก็เท่ากับมีการประเมินอยู่ตลอดเวลาอัตโนมัติ ย่อมทำให้เราเริ่มเห็นผลลัพธ์แต่แรก รู้ตัวแต่ต้น ก็เหมือนจิตใจเราค่อย ๆ รับความผิดหวังไว้ก่อนแล้ว ความรู้สึกแย่ เสียใจแบบรุนแรงจึงยากจะเกิด

อีกข้อดีระหว่างทาง คือ ผ่านไปสักพักแล้ว เรารู้ตัวว่าเพิ่งทำได้เท่านี้ น้อยเกินไป เราจะมีแรงกระตุ้น เราย่อมต้องปรับ ต้องเปลี่ยน พยายามทำให้ดีที่สุด แม้จะไม่สำเร็จอยู่ดี แต่แทนที่จะได้ 2 ก้าว เราอาจได้มา 4-5-6 ก้าว ยังไงก็ดีกว่า

และสุดท้ายเมื่อมันไม่ได้ ไม่สำเร็จตามเป้า เราก็มักไม่ฟูมฟายโทษอะไรส่งเดช ต่างจากคนที่แค่พยายามไปวัน ๆ โดยไม่มีเป้าหมาย (บางส่วนก็ไม่เคยพยายามเลย) ที่วันหนึ่งเกิดนึกอยากได้ อยากมี หรือรู้ตัวว่าปีนี้ไม่มีอะไรดีขึ้น ก็หาข้ออ้างหลอกตัวเอง หาอะไรมาโทษ หาไม่ได้ก็โทษโชคชะตา ซึ่งคงทราบดีว่าภาวะจิตใจเช่นนี้ นอกจากไม่ช่วยอะไร ยังทำลายสิ่งแวดล้อมให้ไม่เป็นสุขไปด้วยโดยไม่รู้ตัว อะไรทำนองนี้จะไม่เกิดกับคนมีเป้าหมาย และวางแผนชี้วัดที่ชัดเจน

นี่แหละจึงเป็นหนึ่งใน “ข้อดีที่มี OKRs ส่วนตัว” ที่ย้ำว่าไม่ต้องใช้ OKRs ก็ได้

ในวิกฤติ อาจมีวิกฤติกว่า ถ้าไม่แก้มาด้วยสติ

ยังมีข้อดีอีกมุมที่อยากเล่าสู่ แชร์เป็นข้อคิด คือ แม้หลายเป้าหมาย (Objective) ปีนี้ผมจะย่ำแย่ แต่มีข้อหนึ่งทำได้ทะลุเป้าหมายมากคือ รายได้จากอาชีพเสริมหรืองานอดิเรก ซึ่งเป้าหมายตัวนี้ ตั้งขึ้นเพราะเป็นส่วนหนึ่งในแผนระยะยาว บนความคิดที่ว่า เราคงไม่สามารถทำอาชีพหลัก หรืองานประจำของเราไปได้ตลอดชีวิต รวมถึงยุคที่การมีอาชีพเดียวดูจะสุ่มเสี่ยง อะไรทำนองนี้

เป้าหมายนี้จึงไม่ได้วางไว้สูงนัก เพราะมองเป็นระยะยาวค่อย ๆ ต้องค่อย ๆ ทำไปในเวลาที่จำกัด แต่ผลลัพธ์ที่ได้ ไม่ใช่แค่สำเร็จ 100% แต่คิดแล้ว 150% เลยทีเดียว เป็นรายได้ที่ไม่มากมายอะไร ตามที่อธิบายว่าเป็นแผนระยะยาว เบื้องต้นมันก็มองได้ว่า คงตั้งเป้าไว้ต่ำเกินไปเลยทำได้ดี แต่ในตอนแรกใครล่ะจะรู้?

ซึ่งถ้าไม่ได้มีเป้านี้ มีตัวชี้วัดนี้ ก็ไม่อาจทำให้ผมเห็นภาพอะไรชัดเจน มัวแต่เครียดว่าธุรกิจหลักจะไม่ดี อาจจะทำให้เบี่ยงเบนไปตามประแส หรือล้มเลิกไปตามความรู้สึก รวมถึงไม่ได้ทำอะไรเลยแต่แรกก็เป็นได้ สุดท้ายผลลัพธ์ส่วนนี้นอกจากช่วยลดวิกฤติทางการเงินจากได้บ้างแล้ว ยังเพิ่มโอกาสในอนาคตให้วางแผนที่ดีต่อไปได้อีกด้วย

ที่เล่ามาและบอกว่าเป็นข้อดีในส่วนนี้ คืออยากจะให้เห็นว่า ในวิกฤติ มีโอกาส จริง ๆ แต่ไม่ใช่แบบผิวเผิน เพราะงานหรือธุรกิจที่ผมทำอยู่ปกติ แทบไม่มีโอกาสเลยในวิกฤตินี้ เราอาจพยายามสู้แบบไร้ประโยชน์ หรือท้อแท้แบบสิ้นหวัง ในวิกฤติ อาจมีวิกฤติกว่า ถ้าไม่แก้มาด้วยสติ แต่เมื่อเรามีแผน มีเป้าหมายที่ชัดเจน แค่ลงมือทำไป มันก็มีโอกาส ในมุมอื่น ๆ มาให้เห็นได้จริง ๆ

สุดท้าย อะไรที่ไม่เคยลองทำมันก็ยากจะเห็นประสบ พบ หรือเข้าใจ… เป็นอีกครั้งที่พูดเรื่องเป้าหมาย อีกครั้งที่อยากให้เราวางแผน มีแผนที่ชัดเจนเพื่อตัวเราเอง และอีกครั้งที่ขอกล่าวว่า อยากดีกว่าเมื่อวาน วันนี้ก็ต้องเปลี่ยน

ขอให้ทุกท่านโชคดีมีชัยในปีหน้า พ.ศ. 2565 ครับ

สุดท้ายฝากเพลงนี้ให้ฟังเป็นการส่งท้ายสักเพลงครับ 😊

สรุปสิ้นปี 2564 - ข้อดีที่มี OKRs ส่วนตัว

แสดงความคิดเห็น