143 ปอนด์ แง่งามในความมีชีวิต

by

| Home » บทความดีๆ » บทความน่าอ่านและเรื่องราวดีๆ » A Life In A Day » 143 ปอนด์ แง่งามในความมีชีวิต |


เรื่องราวที่จะเล่าสู่ในบทความนี้เกิดจากการได้ดูหนังเรื่องหนึ่งจบไป แล้วไล่หาสารคดีดูจบไปอีก 1 เรื่อง ตอนนั้นก็คิดอยากจะเขียนถึงมากมาย แต่กลับกลายเป็นว่า ผ่านไปเดือนกว่า ๆ ก็ยังเขียนไม่ค่อยออก กลับไปดูหนังจนจบอีกรอบ ก็ได้ความรู้สึกดี ๆ กลับมาอีกครั้ง แต่ยังเขียนไม่ออกเช่นเคย หนังที่ว่าคือเรื่อง A Beautiful Day in the Neighborhood (วันที่สวยงามในระแวกบ้าน*)

ส่วนสารคดีที่ว่าคือ Won’t You Be My Neighbor? (คุณจะไม่เป็นเพื่อนบ้านฉัน?*) ต่อ ซึ่งทั้งสองเป็นเรื่องราวชีวประวัติของ Fred Rogers (เฟร็ด โรเจอร์ส) ที่ต่อไปจะเขียนสั้น ๆ ว่า Rogers ทำไมจึงน่าสนใจผมขอใช้คำว่า “จะพยายาม” เล่าให้ฟัง…
( *ไม่ใช่ชื่อหนังภาษาไทย แปลคร่าว ๆ ตามชื่อภาษาอังกฤษ เพราะบนแอพที่ดูไม่มีแปลชื่อไทย )

Rogers เป็นพิธีกรรายการ Mister Rogers’ Neighborhood (เพื่อนบ้านของคุณโรเจอร์ส) รายการทีวีสำหรับเด็กที่โด่งดังมากในอเมริกา ออกอากาศช่วงปี ค.ศ. 1968 – 2001 เขาจะดำเนินรายการกับตุ๊กตาหุ่นเชิดต่าง ๆ ที่เสมือนเป็นเพื่อนบ้าน จากบทที่เขียนเอง แต่งเพลงประกอบเอง และหุ่นหลายตัว เชิดเอง พากย์เอง โดยมีตัวละคร และแขกรับเชิญมาร่วมอยู่ในเรื่องราวตามแต่ละแง่มุมของตอนนั้น ๆ

ผมไม่ได้มาเขียนรีวิวหนัง หรือสารคดี เพราะถ้ากล่าวถึงโดยรวมทั้งคู่ ดูเป็นเรื่องราวที่ไม่ได้มีอะไรตื่นเต้น ตื่นตะลึง เป็นไปในทาง “เรื่อย ๆ” แต่แปลกที่เราค่อย ๆ ซึมซับและรู้สึกดีไปกับเรื่องราวของเขา จนอาจประทับใจไปในที่สุด

ไม่แตกต่างจากรายการทีวีสำหรับเด็กที่ Roger ดำเนินรายการ ดูเรียบง่าย เพลงไม่เร็ว ไม่ช้า เสียงพูดของเขาเรียบดูนุ่มนวล มีเรื่องราว หรือเล่าเรื่องต่าง ๆ ในบรรยากาศสบาย ๆ คล้ายในชีวิตประจำวันทั่วไป ถ้าไม่นับรวมตุ๊กตาหุ่นเชิดแล้ว ดูผิวเผินเด็กไม่น่าจะชอบ และเป็นที่นิยมได้นานปีมากขนาดนั้น

แต่ในเรื่องราวธรรมดาที่เหมือนเกิดขึ้นในแต่ละวันนี่เองมีแง่คิดมากมายที่ผู้ใหญ่อาจลืมคิด และเด็กคงไม่เคยคิด แถมบางแง่มุมนำมาจากความตึงเครียดในโลกผู้ใหญ่ด้วยซ้ำ เช่น ในช่วงที่เรื่องของการแบ่งแยกสีผิวรุนแรง Rogers ได้เชิญนักแสดงผิวสีมาร่วมแสดงและแช่เท้าลงในอ่างเดียวกัน สื่อสารเชิงสัญลักษณ์ด้วยภาพสะท้อนให้เห็นในมุมหนึ่ง (ตามรูปประกอบ)

Won’t You Be My Neighbor?
(เครดิตภาพจาก www.fredrogerscenter.org)

อาจมีคนมองว่า Rogers เหมือนนักแสดงทั่วไปที่มีหน้าที่ต้องถ่ายทอดให้เด็ก ๆ ดู จึงต้อง (แสดง) เหมือนพยายามใส่ใจเด็ก แต่ไม่เช่นนั้นเลย จากเนื้องานที่เขาทำด้วยตนเองเกือบหมด ประกอบกับหลายเหตุการณ์ เช่น เขาอดทนรอคอยเด็กคนหนึ่งออกรายกาย เด็กคนนี้พิการนั่งรถเข็นและไม่สามารถพูดด้วยตัวเองได้ต้องพูดผ่านอุปกรณ์ แต่เมื่อถึงเวลาเด็กเกิดไม่ความไม่สบายใจขึ้นมา เขาก็รอจนเด็กพร้อมทั้งที่เขาจะตัดส่วนนี้และข้ามส่วนนี้เพื่อถ่ายทำต่อให้เสร็จไปเลยก็ได้ เมื่อถึงเวลา Rogers ยังพูดกับเด็กคนนั้นด้วยว่า ขอให้เขาสวดมนต์ภาวนาให้ เป็นคำขอที่เหนือความคาดคาดหมายสำหรับเด็กที่ช่วยเหลือตัวเองยังลำบากในแง่ว่า ที่จริงแล้วเขาก็มีค่า มีความสามารถทำอะไรเพื่อคนอื่นได้เหมือนกัน…

ตุ๊กตาหุ่นเชิดต่าง ๆ ของ Roger (เครดิตภาพจาก www.fredrogerscenter.org)

นี่คือส่วนหนึ่งที่ Rogers พยายามทำตลอด เขาต้องการให้เด็ก ๆ เห็นคุณค่าในตัวเอง ให้เข้าใจว่าทุกคนมีความพิเศษในตนเอง เข้าใจสิ่งต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นรอบตัวหลายอย่าง ความสมหวัง และไม่อาจเป็นดังหวัง หรือ ชีวิตย่อมผิดพลาดได้ เช่น ในตอนหนึ่งเขาพยายามกางเต้นท์ แล้วทำไม่ได้อยู่พักหนึ่ง เขาก็ปล่อยให้มันเป็นเช่นนั้นออกรายการ คือประกอบมันไม่สำเร็จ

หากคิดดูดี ๆ เรื่องนี้สำคัญมาก เราหลายคนเมื่อโตขึ้นมาต่างหลงลืมว่า หลายสิ่งอาจไม่เป็นดังหวัง หรือหลายอย่างอะไรก็เกิดขึ้นได้ ผิดที่ผิดเวลาได้ แต่ผู้ใหญ่หลายคนโตขึ้นมาแล้วกลับไม่มีภูมิคุ้มกันทางใจได้ดีพอเลย ขาดความพอใจในตนเอง โหยหาความพิเศษที่ตนเองไม่มี หลงไปในกระแสบางอย่างที่ผิดที่ผิดทาง และกลับยอมรับความไม่สมบูรณ์ไม่ได้..

เขียนมาถึงบรรทัดนี้ผมก็ยังรู้สึกเหมือนเดิมคือ ได้แต่เพียงบรรยายไป แต่คงไม่สามารถทำให้คุณเห็นภาพในความธรรมดาที่พิเศษของเขา สิ่งที่เราหลายคนมองข้าม อย่างเช่น การยอมรับในสิ่งต่าง ๆ ที่เกิด ทำให้เราเติบโตมาเข้มแข็ง มากกว่าการพยายามเอาชนะ ที่เราหลายคนทำไปเพียงเพราะไม่อยากยอมรับ…

“ความจริง” มากมายที่ซ่อนอยู่ในแง่มุมชีวิต ไม่เพียงแค่ยอมรับ “การให้อภัย การอดทน การทำความเข้าใจ” จะเห็นสิ่งสวยงามซ่อนอยู่ เพียงแต่เราจะเลือกมองหรือใส่ใจมองเห็นหรือไม่ และอาจไม่มีวันรับรู้เข้าใจหากทำไม่ได้ด้วยใจตนเอง

Rogers เลือกที่จะมอบสิ่งต่าง ๆ ให้เด็ก หากมีเวลาพิจารณาจะพบว่าเด็กคนหนึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่มหัศจรรย์ ซึ่งเมื่อคุณได้ผูกพันใกล้ชิด แต่ละคนจะเก่ง มีความพิเศษ มีความสามารถเฉพาะตัวของเขาเอง ถ้าเราไม่ตีกรอบความคาดหวัง ตั้งธงว่าต้องเป็นอย่างไร หรือถูกสังคมสิ่งแวดล้อมดัดแปลง บิดให้เขาเปลี่ยน กระทั่งใส่สิ่งไม่ดี จนเปลี่ยนเขาไปตลอดกาล…

มนุษย์ทุกคนพัฒนาได้อย่างเหลือเชื่อหากคุณไปเทียบกับสิ่งมีชีวิตอื่น เราพูดได้ เราคิดได้ เรามีตรรกะและเรียนรู้ได้ไม่มีที่สิ้นสุด แม้ชีวิตใกล้ปลายทางเราก็สามารถทำสิ่งน่าสนใจได้เสมอ เป็นคุณปู่ยาตายาย ที่น่ารัก ต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นที่หยุดพัฒนาและเป็นวัฎจักรเพียงไม่นาน..

เพียงแต่เราก็ดิ้นรนมากเกินไปในสิ่งต่าง ๆ ที่ไกลตัว จากเรื่องราวของ Rogers โดยรวมแล้วน่าจะเป็นสิ่งที่ “ดึงผม” ให้กลับลงมาในสิ่งที่เคยคิด เคยมี และอาจกำลังลืมตัวไปว่า เราเป็นใคร เราทำอะไรได้ และความพิเศษคนเรานั้นไม่ใช่เรื่องที่ต้องโด่งดัง มีชื่อเสียง หรือใครต้องยอมรับในวงกว้าง มันไม่จำเป็น

รวมถึงความผิดหวัง ความไม่สมบูรณ์ที่ได้พูดไปแล้วว่ามันย่อมเกิดขึ้นได้เป็น “ธรรมดา” สิ่งเหล่านี้ไม่ว่า “คนที่เขาคิดว่าตัววิเศษไม่ธรรมดาแค่ไหนก็ต้องได้เจอ” มันใกล้ ๆ ตัวเราไม่ต้องไปมองไกล

143 ปอนด์ คือน้ำหนักที่ Rogers ต้องการควบคุมให้เขาหนักเท่านี้ตลอดไป เหตุผลจากคำว่า I Love You มันประกอบไปด้วยอักษร 1 ตัว 4 ตัว และ 3 ตัว จึงเป็นที่มา สิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ต้องมองไกลไปกว่าตัวเรา แต่หากค้นพบความวิเศษบางอย่างบนความธรรมดา ของตัวเรา สิ่งนั้นมันจะสะท้อนให้ชีวิตเราเป็นอย่างไรได้ไม่ยากเลย…

ข้อมูลเพิ่มเติม

ชื่อเต็ม Fred McFeely Roger (เฟร็ด แม็คฟีลี่ โรเจอร์ส) เกิด 20 มีนาคม พ.ศ. 2471 เสียชีวิต 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546 (อายุ 74 ปี)
143 ปอนด์ เท่ากับ 64.86 กิโลกรัม โดยประมาณ
ข้อมูลบางส่วนจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Fred_Rogers

บทความฉบับปรับปรุง เผยแพร่ครั้งแรก Facebook Sirichaiwatt เมื่อ 29/10/2020

143 ปอนด์ แง่งามในความมีชีวิต

แสดงความคิดเห็น