ช่วงชีวิตเราสั้นเกินกว่าที่จะ…

ผมเชื่อว่าประโยคที่คล้ายๆ กันนี้ คือ “ช่วงชีวิตเราสั้นเกินกว่าที่จะ..” หลายคนคงเคยได้ยิน ผ่านหู ผ่านตามาบ้าง แต่มีสักกี่ครั้งที่เราจะระลึกถึง และเตือนตัวเองกับประโยคแบบนี้จริงจัง โดยอย่างยิ่ง ยุคสังคมโซเชียลเน็ตเวิร์ค

จากที่เคยศึกษาเรื่อง สมอง ความคิด จิตใต้สำนึกต่างๆ ทำให้ผมพบว่า เราไม่สามารถคิดอะไรไปสองทางได้พร้อมกัน ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงภาวะลังเลตัดสินใจ แต่หมายถึง ความคิดในทาง บวกกับลบ หรือจะว่าไป คือบนภาวะอารมณ์ต่างขั้วกัน เพราะถ้าคุณอยู่บนอารมณ์ 2 ขั้วไปมา แสดงว่าป่วยไบโพล่า ที่เราชอบพูดเล่น ๆ แต่ถ้าเป็นจริง คงไม่ขำ นี่เราพูดถึงแง่คนจิตปกติทั่วไป

ดังนั้นถ้าสภาพแวดล้อมทางความคิดเต็มไปด้วยความรู้สึกในทางลบ เช่นว่า เพิ่งทำสิ่งผิดพลาดมา ในหัวของเราจะพยายาม เฝ้าคอย (โดยไม่ตั้งใจ) หรือ มองหาว่า ใครจะรู้เรื่องที่เราเพิ่งทำมาบ้าง, แล้วจะโดนต่อว่า, ใครจะตำหนิ, ใครจะดูถูก, ผลกระทบนั้นจะเกิดขึ้นอย่างไรกับเรา มันคือสภาวะที่ “พร้อมรับ” ทั้งที่สิ่งที่จะได้รับนั้น “ไม่ดี” ต่อเราเอาเสียเลย รวมถึงความรู้สึกต้อง “รับมือ” กับสิ่งที่จะตามมาก็ได้ นี่หมายถึงว่าเราจะมีแต่เรื่อง ลบๆ ในหัว

ในอีกแบบ อาจไม่ใช่ตัวเองที่ทำผิดพลาดมา แต่บังเอิญเจอผลกระทบ เช่น เป็นฝ่ายถูกกระทำ ความคิดในเชิงลบจึงเกิดกับตัวเอง เช่น การหาเหตุผลว่า ทำไมสิ่งนี้,นั้น ต้องเกิดขึ้นกับเรา คนอกหักที่เสียใจมากมาย ก็มักมองหาว่าเราผิดอะไร ไม่ดีตรงไหน เพราะหากคิดว่า ฝ่ายที่กระทำเราต่างหากไม่ดี อีกฝ่ายเลว เราอาจรู้สึกไปในทางบวก เช่น โชคดีของเราที่หลุดจากมัน นั่นคงไม่เรียกว่าเสียใจ อย่างดีก็แค่เสียดายเวลา..

และใช่นั่นคือทางสว่าง “เสียดายเวลา”

การพยายามมีตัวตนของเราในมุมต่างๆ ที่ผิดไป ทำให้เราแบกรับ “ขยะ” ที่กัดกินเวลา ที่ใช้คำว่า “ขยะ” เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่มีประโยชน์แท้จริง

“คนเรานั้นล้วนย่อมเคยผิดพลาด” พูดไปใครๆ ก็ชินหู กับประโยคนี้ แต่ผิดแล้วยังไง ไม่ว่าจะถูกกระทำ หรือทำเอง แน่นอนว่าควรยอมรับ แก้ไข แต่การมัวรอคำวิจารณ์ การระแวงว่าใครจะว่าไง และส่วนใหญ่ คนเหล่านั้นไม่ได้ให้อะไร หรือช่วยอะไรคุณเลยในปัญหาที่เกิดขึ้น

ในวันๆ หนึ่ง เรามองหาอะไร

นี่คือตัวอย่างของบางสิ่งในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่ภาวะที่เกิดเรื่องไม่ดี ที่เราทำหรือถูกกระทำ บางทีเราก็สร้างสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นเอง ด้วยหลงคิดไปว่า คนอื่นจะต้องสนใจเรามากมาย และเราก็เก็บมันมาไว้ในหัว หรือ ตัวอย่าง การที่เราแต่งตัวแบบหนึ่ง แต่งหน้าแบบหนึ่ง ใส่เสื้อแบบหนึ่ง และคิดกังวลว่าจะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร ทั้งที่ควรคิดให้รอบคอบตอนจะใส่ จะแต่ง และจบไปในตอนนั้นแล้ว

ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ฟังเสียงวิพากษ์ วิจารณ์ ใดๆ แต่หลายๆ มุม มันไร้สาระ และเสียดายเวลาเกินกว่าจะใส่ใจ

อยากมีตัวตนแบบแปลกๆ ??

ปัจจัยสำคัญด้วยทุกวันนี้ โลก Social Network เราเขียนความคิด เราโพสท์รูป ลงตัวตนในมุมบางมุม ที่หวังจะได้การมีตัวตนบางอย่าง และเฝ้ารอการมองเห็น ยกย่อง หรือติชมในตัวตนนั้นของเรา ไม่ได้บอกว่า เสมอไปหรือทุกคน ผมไม่ได้ต่อต้านโซเชียล เน็ตเวิร์ค ผมก็ใช้มันเป็นปกติ บางทีเราก็โพสท์ข้อความ รูป ธรรมดาเหมือนคนทั่วไป แต่ว่ามีไม่น้อยที่เอาเป็นเรื่องจริงจัง..

ดังที่หลายคนทราบ มันวัดค่าอะไรไม่ได้กับสังคมฉาบฉวย กดปุ่มถูกใจ กระทั่งนั่งมองเห็นใครทั้งวัน มันไม่มีหรอกแม้แต่คนที่หมกมุ่น ก็ไม่สามารถติดตามสนใจทุกเรื่องราวในนั้นได้

..จึงเลื่อนหน้าจอไปเพื่อมองหาอะไรบางอย่าง ที่เราไม่รู้ว่าหาอะไร

ตรงนี้แหละ หลายๆ คนที่วันๆ หนึ่ง ว่าง… จึงเลื่อนหน้าจอไปเพื่อมองหาอะไรบางอย่าง ที่เราไม่รู้ว่าหาอะไร ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า สิ่งที่เราไปสะดุดขณะเลื่อนนั้น มันให้อะไรกับเรา..

อย่างที่บอกไปในตอนแรก สมองคนเราคิดแง่บวก และลบ ได้ไม่พร้อมกัน และเมื่อมันลบ มันจะติดอยู่กับภาวะนั้นไปชั่วเวลาหนึ่ง หากไม่รู้ว่าเลื่อนหาอะไร และหลงไปติดกับสิ่งลบๆ เช่น  คำด่าทอ ที่ไม่รู้ด่าใครแต่เราอ่านก็รับคำด่านั้นไป.. เรื่องราวหม่นหมอง รันทด ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องชีวิตจริงของเรา เราลองคิดว่าภาวะนั้นเรารู้สึกอะไรเวลาเลื่อนไปพบข้อความ หรือเรื่องราวแย่ๆ

1 ข้อความของใครบางคนที่เราพยายามเลื่อนไปจนสะดุด อาจกำลังเพาะเมล็ดพันธุ์ที่กัดกินเวลา จนลืมไปว่า “ชีวิตเรานั้นสั้นเกินกว่า” จะเสียเวลากับบางสิ่งจริงๆ

เอาล่ะ เชิญเลื่อนไปดูสิ่งต่อไป..

บทความฉบับปรับปรุง เผยแพร่ครั้งแรก Facebook Sirichaiwatt เมื่อ 05/11/2018

บทความดีๆ ช่วงชีวิตเราสั้นเกินกว่าที่จะ

แสดงความเห็น

แสดงความเห็น