เมื่อยืนตรงนั้น คุณมองมุมไหน

เมื่อยืนตรงนั้น คุณมองมุมไหน.. ในเวลาที่คนเรา พบเห็นสิ่งใดๆ หรือประสบเหตุการณ์ใดๆ ก็ตาม ทุกคนล้วนมีมุมมองที่แตกต่าง โดยมุมมองของแต่ละคน ณ เวลานั้น อาจตีความจากภาพตรงหน้า จากประสบการณ์ จากการคาดเดา หรือบางที ก็ประเมินด้วยความเชื่อ อารมณ์ ความรู้สึก

ในชีวิตที่ดำเนิน คนเรานั้นจะมีมุมมองการพิจารณาสิ่งต่างๆ บางครั้งก็ยากจะตัดสินว่า ใครคิดผิด หรือถูก เพราะบางที ความถูกผิดหรือความเข้าใจ ก็ถูกกั้นกลางด้วยความไม่รู้ และความจริงบางอย่าง เรื่องที่จะสมมติขึ้นนี้ ส่วนแรกจะแสดงให้เห็นตัวอย่างง่ายๆ ว่าบางทีคนเรา อาจตัดสินอะไรๆ ด้วยบางอย่าง โดยไม่รู้ว่า อีกด้านหรืออีกมุมนั้นมีอะไรอยู่ และส่วนที่สอง จะเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบเพื่อให้ลองขบคิดเล่นๆ เป็นตัวอย่างว่า เวลาเราตัดสิน หรือมีมุมมองต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้น แต่ละเรื่อง แต่ละครั้ง ที่บางครั้งในเหตุการณ์หนึ่งๆ จะมีคนที่อยู่จุดที่แตกต่างกันๆ ไป บางทีมันอาจจะทำให้เรามีมุมมองใหม่ๆ ในการดำเนินชีวิตไปแต่ละวันก็เป็นได้..

หญิงสาวคนหนึ่งขับรถมาตามถนนเส้นหนึ่ง ในขณะที่เธอกำลังขับจะพ้นบ้านหลังหนึ่งริมถนน พลันก็มีเด็กคนหนึ่ง วิ่งถือลูกบอลออกมาจากบ้านอย่างรวดเร็ว ผ่านผู้ใหญ่ 3 คนที่ยืนคุยกันอยู่ข้างบ้านหลังนั้น เด็กคนนั้นวิ่งออกมาและขว้างลูกบอลทิ้งออกมาที่ถนนโดยเขาไม่ได้มองอะไรทั้งสิ้นเหมือนระบายอะไรสักอย่าง แล้ววิ่งกลับเข้าบ้านไปทันที

แง่คิด เกี่ยวกับ มุมมอง บทความดีๆ

แต่ทว่า ลูกบอลนั้นถูกขว้างมาที่ถนนตัดหน้ารถซึ่งหญิงสาวคนนั้นขับพอดี ด้วยความกระทัน เธอเหยียบเบรคทันทีด้วยความตกใจและตื่นกลัว จนเสียงยางเสียดกับพื้นดังลั่น ผู้ใหญ่ 3 คนที่ยืนคุยกันอยู่นั้น ประกอบไปด้วยชายคนหนึ่งใส่ชุดดำ ยืนคุยกับ ชายหญิงอีกคู่หนึ่งใส่ชุดดำยืนเช่นกัน ข้างกัน ทั้ง 3 ก็ยืนตกใจกับเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น และได้แต่มองตามเด็กคนนั้นที่วิ่งเข้าบ้านไปแล้ว และหันมามองหญิงสาว ด้วยสายตาเป็นกังวล..

หญิงสาวคนนั้นหายตกใจแล้ว แต่เธอโกรธมากต่อเหตุการณ์ ลงมาจากรถ และตรงเข้าหา 3 คนที่ยืนอยู่ทันที “เด็กบ้านคุณใช่ไหม!?” ชายที่ยืนคนเดียวพยักหน้ารับ “คุณดูแลเด็กประสาอะไร! ปล่อยให้ขว้างของออกมาแบบนั้น! คุณเห็นไหม ถ้าฉันเป็นอะไรไปเมื่อกี้ คุณจะทำยังไง!?” เธอโวยวายอย่างหัวเสีย เพราะเหตุการณ์นี้อาจทำให้เธอประสบอุบัติเหตุได้จริงๆ และเธอก็ยืนบ่นต่อวานต่อขาน อยู่อีกพัก ทั้งสามได้แต่ฟังเงียบๆ จนเธอทิ้งท้ายว่า “..ก็ไม่อยากโทษเด็กหรอกนะ แต่คุณเป็นพ่อดูแลประสาอะไร!” แล้วทำท่าจะหันกลับไปที่รถ

ชายในชุดดำที่ยืนคนเดียว ก้มหน้าพูดเสียงอ่อยๆว่า “ขอโทษด้วยจริงๆ ครับ ที่ผมดูแลลูกผมไม่ดี ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงครับตอนนี้ แม่ของแกเพิ่งเสียไปเมื่อวาน..”

ทันทีที่ได้ยินประโยคดังกล่าว หญิงสาวที่กำลังหัวเสีย เธอกลับรู้สึกสลดลงทันที..

เรื่องมีเท่านี้ และคงพอเข้าใจเรื่องราว ทำไมเขาทั้งสามถึงใส่ชุดดำ ผมเชื่อว่านี่เป็นตัวอย่างง่ายๆ ที่ทำให้รู้สึกว่า คนเราสามารถเปลี่ยนทัศนะคติได้ เพียงแค่ ได้รู้ หรือได้เข้าใจ ความจริงบางอย่างจากอีกมุม หรืออีกฝ่าย

แต่กับเรื่องนี้อย่างที่บอกไว้ตอนต้น ผมอยากให้คุณลองมาสมมติว่า คุณคิดว่าคุณเองจะทำอย่างไร หรือตัวละคร ต่างๆ ในเรื่องนี้อาจทำอะไรบ้างถ้าอยู่ในเหตุการณ์นี้..

เริ่มจากคู่กรณี ถ้าคุณเป็นหญิงสาว คุณจะยังคงโกรธอยู่ไหมหากได้รู้เรื่องของอีกฝ่าย คุณจะยังคงหัวเสียและต่อว่าพวกเขาอยู่ หรือคุณไม่เพียงไม่ต้องการคำขอโทษ แต่อยากพูดว่าเสียใจกับพวกเขาด้วยซ้ำไป..

ถ้าคุณเป็นพ่อเด็ก คุณจะอดทนถูกต่อว่าด้วยความเห็นใจหญิงสาวที่เกือบประสบอุบัติเหตุ แล้วค่อยอธิบาย หรือคุณจะตอบโต้ต่อว่ากลับด้วยความโมโห เพราะคิดว่า ตัวเองทุกข์พออยู่แล้ว และคิดว่าผู้หญิงคนนี้ไม่รู้อะไรเอาเสียเลย..

และถ้าคุณเป็นสองคนที่ยืนอยู่กับพ่อเด็ก ไม่ว่าจะเป็นญาติ เป็นเพื่อน พี่น้อง หรืออะไรก็ตาม คุณจะปกป้องชายคนนั้นด้วยการเถียงแทนแต่ต้น และต่อว่ากลับ เพราะทนไม่ได้ที่ชายผู้นั้นเขาถูกต่อว่า หรือคุณจะพยายามช่วยขอโทษและอธิบายเรื่องต่างๆ กับเธอ..

และไม่ว่าคุณจะคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ไม่ว่าในการดำเนินชีวิต คุณจะต้องอยู่ในตัวละครไหนของเหตุการณ์ และไม่ว่าคุณจะยืนมุมไหน เข้าใจหรือไม่เข้าใจอะไรก็ตาม ผมหวังเพียงว่า คุณคงไม่เลือกเป็นตัวละครอีกตัวของเรื่อง นั่นคือ เด็กที่ขว้างบอล ที่ใช้เพียงความรู้สึกของตัวเอง ทำอะไรลงไปโดยไม่ยั้งคิด ไม่สนว่าใครจะเดือดร้อน ไม่อยู่ ไม่สามารถรับผิดชอบ และไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เลย…

อีกหนึ่งบทความดีๆ ที่นำมาฝากกัน

Create Date : 17 ธันวาคม 2551 :
ย้ายจากบล๊อกเดิม untrue คิดบวก think positive

แสดงความเห็น

แสดงความเห็น

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.