สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ

ในเหตุการณ์หนึ่งๆ แม้ว่าเหตุการณ์นั้นเราจะรู้สึกแย่เพราะไม่ได้รับความยุติธรรม ความเข้าใจ หรือเหตุผลที่ดีพอ แต่เชื่อหรือไม่ว่า สิ่งใดที่เกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ

อยากให้ลองทบทวนนึกไปในอดีตไกลๆ สักหน่อยกับชีวิตเรานี้ เมื่อก้าวพ้นเรื่องไม่ดีบางเรื่องมาได้ หากคิดให้ดีๆ เราจะพบว่า ชีวิตกำลังกลั่นกรองให้เราหลุดพ้น จากคนหรือสิ่งแวดล้อม ที่ ไม่เข้าใจเรา, ไม่มีเหตุผลต่อเรา, หรือไม่ยุติธรรมต่อเรา ให้เราได้ไปอยู่กับคนที่เข้าใจ มีเหตุผลหรือยุติธรรมต่อเรามากขึ้นกว่าในตอนนั้นแทน.. แต่..

ขึ้นอยู่กับว่า เราอยากขังตัวเอง กดตัวเอง หยุดตัวเอง หรือหลอกตัวเองไปวันๆ ไว้กับสิ่งที่เป็นทุกข์ต่อเราเช่นนั้นต่อไปหรือไม่ เพียงคิดเอาง่ายว่า ไม่ต้องไปไหน เปลี่ยนอะไรเดี๋ยวมันจะดีได้เอง..

ทว่าการเขียนเพียงเท่านี้ คงไม่ทำให้หลายคนเชื่อ เข้าใจ หรือรู้สึกว่ามันใช่ ได้..

ก็ในภาวะคนที่ยัง ไม่ผ่าน เรื่องไม่ดี สิ่งแวดล้อมไม่ดีนั้น มันจะเห็นข้อดี สิ่งดี คิดบวก กันได้อย่างไร..

เมื่อสิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว

..อยากให้ลองคิดตามมาสักนิด มองให้เห็นภาพ นึกตามให้ออกในสิ่งที่ผมจะเล่า โดยเริ่มจาก เมื่อ สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว . . นัยยะนี้ ย่อมหมายถึง สิ่งไม่ดี ไม่สบายใจ อึดอัด คับข้อง หนักใจ มันคล้ายมองไม่เห็นทางแก้ ทางออก เหนื่อย อ้างว้าง เราลองนึกภาพตัวเรา ที่ยืนอยู่ในที่ ที่หมอกหนา หรือเต็มไปด้วยควัน รอบๆ ตัว มีแต่หมอก ควัน และใช่ นั่นมันทำให้เราไม่เห็นอะไร เราอาจตะโกนเรียกใคร หรือไม่ได้เรียกใคร แต่มันเงียบ.. มันไม่เห็นทาง ข้างหน้า เห็นเพียงทางที่ก้าวเดินได้แค่บนพื้น..

สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ บทความดีๆ เรื่องราวดีๆ แง่คิด คิดบวก

ภาวะเช่นนี้ คือภาวะที่อึดอัด กังวล คับข้อง หนักใจ และมองไม่เห็นทาง สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้ว จะดีได้อย่างไร..

หากวางใจลง ใจเย็นลง หรือภาวะที่มีสติ ลองคิดต่อว่า หมอกนี้.. ควันนี้.. ไม่อาจทำร้ายเราได้ เมื่อเรานิ่ง เราเฉย ย่อมไม่มีอันใด แค่หมอกบังตา แค่ควันบังตา มันก็เท่านั้น..

เมื่อเข้าใจเช่นนี้แล้วว่า ไม่มีสิ่งใดเลยทำร้ายเราได้ เพียงค่อยๆ เดินไป.. เดินไป.. เราอาจชนอะไรบ้าง สะดุดล้มบ้าง ก็เป็นได้ แต่ค่อยๆ เดินไป มือมีใช่ไหม สติมีใช่ไหม ยื่นมือตัวเองออกไป หรือเปรียบว่าใช้สองมือของตัวเองนี่ละ ที่จะช่วยตัวเองให้ไม่ชนอะไร มีสติก้าวเดินช้าๆ ชนก็ไม่เจ็บ สะดุดก็ไม่ล้ม ลองคิดตาม นึกภาพตาม เราค่อยๆ เดินไปเรื่อย ประเดี๋ยว มันก็ผ่านไป

ทีนี้ลองจินตนาการสิว่า เมื่อพ้นหมอกควันมาแล้ว เราจะพบเจออะไร.. แสงสว่าง พื้นที่โล่ง เขียวขจี บางทีเจอคนที่เราตามหา สิ่งที่เราตามหา บางทีก็เจอเส้นทางให้เดินต่อไป หรือแม้เจอบางสิ่งที่ดูร้าย ดูน่ากลัว แต่เราก็เห็นมันชัดเต็มตา จัดการมันได้ง่ายกว่า ดีกว่า หรือแม้แต่จะหนีไปให้ห่างสิ่งนั้น ไปตามทางที่มองเห็นชัดแล้วตอนนี้ มันย่อมดีกว่า ไม่เห็นอะไรเลยแบบที่ผ่านมา

ภาวะแบบนี้ เช่นนี้ คือดีกว่าเก่าหรือไม่..

นี่เป็นเพียงภาพจินตนาการเปรียบเทียบสำหรับคนที่ยัง “ไม่ผ่าน” ไม่เห็นทาง เท่านั้น หมอก ควัน คือความกลัวที่สร้างขึ้นมาก่อน พอคนเราไม่เห็นอะไร เราก็ไม่ไว้ใจ หรือระแวงไปทั้งสิ้น บางทีจะตะโกนเรียกหาใคร ก็เหมือนเวลามีปัญหาคิดจะให้คนช่วย ก็กลัวว่าจะเป็นสิ่งอื่นโผล่มาแทน เปรียบว่ากลายเป็น เขาว่า เขาดูถูก เขาซ้ำเติมแทน คล้ายกันกับภาพเราเดินอยู่กลางหมอกควันดังที่บอก นี่เป็นเพียงภาวะเดียวที่ทำให้เรา รู้สึกแย่ แค่ค่อยๆ เดินประคองตัวออกมาก่อนในตอนนั้นก็เท่านั้นเอง

ถามใจตัวเองดูสิว่า เธอผ่านมันมาหรือยังหรือฝังตัวเองอยู่ตรงนั้นโดยไม่รู้ตัว ถ้าเช่นนั้นไม่เรียกว่า “มันเกิดขึ้นแล้ว” มันแค่ กำลังเกิดขึ้นต่างหาก..

สิ่งนั้นดีเสมอ

ที่กล่าวมาเป็นการเตือนสติ ให้คำว่า “เมื่อสิ่งใดเกิดขึ้น… แล้ว” คำว่า “แล้ว” นี่คือมันต้องผ่านการเกิดนั้นมา พอจะคิดหรือนึกตามทันไหมว่า แค่ให้มันผ่านไปก่อน พอมันผ่านไปแล้วมัน ดีขึ้นเสมอ ถามใจตัวเองดูสิว่า อะไรๆ ที่ “ผ่านไปแล้ว” เธอยังคิดว่ามันไม่ดีอยู่ ยังแย่อยู่ ถ้ามี ก็ต้องถามใหม่ว่าเธอผ่านมันมาหรือยังหรือฝังตัวเองอยู่ตรงนั้นโดยไม่รู้ตัว ถ้าเช่นนั้นไม่เรียกว่า “มันเกิดขึ้นแล้ว” มันแค่ “กำลังเกิดขึ้น” ต่างหาก..

ขอให้ทุกคนผ่านไปด้วยดี เพราะใครที่ผ่านได้แล้วจะรู้ว่า สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ

ปล. ประโยคนี้พ้องกับ ชื่อหนังสือเล่มหนึ่งของ น.พ.เทอดศักดิ์ เดชคง น่าจะเป็นหนังสือที่ดี แต่ผมยังไม่เคยอ่าน

แสดงความเห็น

แสดงความเห็น

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.