สุนัขที่ไม่เคยวิ่งจนสุดโซ่ฉันใด ย่อมไม่คิดว่าโซ่เป็นปัญหาฉันนั้น

คืนวานในขณะที่ไปรอคุยงานย่านทาวน์อินทาวน์ ผมบังเอิญเจอข้อความนี้ “สุนัขที่ไม่เคยวิ่งจนสุดโซ่ฉันใด ย่อมไม่คิดว่าโซ่เป็นปัญหาฉันนั้น” ทางโพสท์หนึ่งบน Facebook (31/3/58) (โดยข้อความนั้นอาจเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ในที่นี้ไม่มีความเห็นหรือเกี่ยวข้องทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น) จึงเกิดบทความนี้ขึ้นมา

ด้วยเห็นประโยชน์จากประโยคที่มากกว่านั้น ผมเห็นว่ามันอธิบายอะไรได้หลายๆ อย่างทั้งในแง่ การทำธุรกิจ การใช้ชีวิต การมีมุมมองต่อคนอื่น หรือแม้แต่มุมมองต่อตัวเอง

ด้วยจากประโยคที่ว่า “สุนัขที่ไม่เคยวิ่งจนสุดโซ่ฉันใด ย่อมไม่คิดว่าโซ่นั้นเป็นปัญหาฉันนั้น” มันคือสถานภาพของภาวการณ์ที่ “ปกติดี” และยัง “ไม่เห็นจะต้องเดือดร้อนอะไร” เพราะสุนัขตัวนี้เป็นสุขดีภายใต้พื้นที่นั้น มันไม่รู้สึกว่าไม่ต้องไปไหน มีอาหารกินมีที่นอนไปตามประสา นี่คือสิ่งที่เปรียบเหมือนว่า ถ้าวันหนึ่งสิ่งแวดล้อมเปลี่ยน? เกิดคนให้อาหารไม่อยู่แล้ว เกิดภัยมา หรืออันใดก็ตามที่จำเป็นให้ต้องเคลื่อนที่ออกไปไกลกว่าโซ่ ในตอนนั้นเองถึงจะรู้สึกตัวว่า โซ่ที่ติดอยู่นั่นคือปัญหาเสียแล้ว.. โชคดีก็ตรงที่ได้รู้ตัว โชคร้ายก็อาจไม่ทันการ หรือถึงรู้ก็ไร้ปัญญาจัดการกับโซ่นั้น (เออ น่าคิด)

อาจคิดเลยไปได้ว่า ก็ความพอใจสถานภาพนั้น คือความพอเพียงได้หรือไม่ คำตอบคือ คงไม่ เพราะมันมีความต่างตรงที่ว่า ถ้าพอเพียงและพอใจ คงไม่จำเป็นต้องมีโซ่ล่าม..

เช่นนี้ดังที่ได้กล่าวไปหากมองไปในเรื่องของธุรกิจ เราก็จะเห็นหลายๆ กรณีศึกษา ถ้าว่ากันแบบที่เป็นตำนาน หรือกล่าวถึงกันเสมอๆ ในช่วงหลังนี้คงไม่พ้น Nokia หรือ Kodak ที่ชัดเจนว่า กว่าจะรู้ว่าโซ่นั้นเป็นปัญหาก็สายเสียแล้ว

ถ้าย้อนมองไปที่คนอื่น มันก็ทำให้เห็นเป็นเช่นนี้ได้เช่นกันว่า อุเบกขา เสียคงจะดีที่สุด (อุเบกขา ในความหมายผม มิใช่การที่ไม่สามารถกระทำ เมตตา กรุณา มุทิตา ได้จึงอุเบกขา หากแต่เป็นการทำ ทั้ง 3 ขั้นตอนอย่างครบถ้วนแล้วจึงควรวางอุเบกขา มิเช่นนั้นจิตมักคิดฝักใฝ่เช่นว่า ทำดีต้องได้ดี) นี่หมายถึงเพราะบางทีมันอาจจะยากที่จะไปบอกหรือพูดถึงสิ่งที่อาจเป็นปัญหาต่อเขา คล้ายๆ กับเรื่อง “ย้ายทัศนคติ” ที่ผมได้เคยกล่าวไป

ที่สำคัญสุดคือหากกลับมาย้อนมองตน และจากที่กล่าวมา แท้จริงนั้น โซ่ที่ว่านี้หากเปรียบเป็นมนุษย์ คงเปรียบกับการเป็นสุนัขมิได้ ที่จะถูกใครมาล่ามแล้วสิ้นปัญญาปลดพันธนาการตัวเอง แต่โซ่ที่ว่านี้เป็นเช่น “การยึดติด” จากตัวของบุคคลนั้นเองไม่ว่าเรื่องใด เพราะดังที่บอกว่าไม่มีใครจะล่ามกักขังใครไว้ได้นอกจาก ความคิดจากการยึดติดของผู้นั้นเอง และเหตุหนึ่งที่ยังคง ยึดติด หรือ “โซ่” นี่นั่นก็เพราะ ไม่เคยวิ่งจนสุดโซ่ฉันใด ก็ไม่เห็น “ความยึดติด” เป็นปัญหาฉันนั้น.. และแน่นอนว่า โซ่นี้แม้บางทีเห็น แต่ก็ไม่ได้เข้าใจมันจนกว่าจะได้กล้าเดินออกมาจนสุดโซ่ นั่นก็หมายถึงว่า ต้องลองกล้าที่จะเลิกยึดติด..

 

สุนัขที่ไม่เคยวิ่งจนสุดโซ่ฉันใด

แสดงความเห็น

แสดงความเห็น