Need or Want , ต้องมี หรือ ต้องการ? ต้องคิดดีๆ

จุดเริ่มต้นของความยุ่งยากในชีวิตบางทีเกิดจาก การขาดความฉุกคิดในคำถามถามนี้..  “เราต้องมี หรือแค่ต้องการ” ขอยกตัวอย่างง่ายๆ ที่เป็นแค่เรื่องในชีวิตประจำวัน เช่น เราต้องกิน.. หรืออยากกิน.. ด้วยผลลัพธ์ดังที่ส่วนใหญ่รู้กันดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแคลอรี่ หรือปัญหาสุขภาพก็ตาม ระหว่างการกินสิ่งที่ อยาก.. กับสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย..

(บทความ re-write ปรับปรุงจากการเผยแพร่ครั้งแรก 04-06-2561 ที่ facebook sirichaiwatt )

ปัญหาอีกด้านจากการระลึกถึงคำถามนี้ ที่ว่าด้วยเรื่องการเงิน ปัจจัยสำคัญ หลายคนสนใจสิ่งนั้น อยากได้สิ่งนี้ อันเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ปัจจุบันด้วย “สิ่งเร้าที่มากเกินไป” ในชีวิตประจำวัน ทุกวันนี้ โลก Social Network ทำให้เราอยากมีตัวตนกันมากขึ้นจน ผลักดันให้จำต้องสร้างอัตลักษณ์ไปต่างๆ นาๆ แม้ไม่ต้องเด่น แต่ก็ห้ามด้อยกว่า คล้ายช่วงหนึ่งที่เคยเป็นกระแสคือโรค FOMO ที่ไม่ใช่โรคทางกาย แต่อาจเป็นทางความคิดจิตใจ อันมาจากคำว่า “Fear of missing out”  ที่มีคนแปลเป็นไทยเก๋ๆ ว่า โรค “กลัวคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง” ตกยุค ไม่ทันเหตุการณ์ ไม่ทันแฟชั่นนั่นเอง นี่จึงเกิดปัจจัยสำคัญในปัจจุบันทำให้ความคิด อยากมี กับสิ่งที่แท้แล้วไม่จำเป็นต้องมี..

ที่กล่าวไปแล้ว เป็นส่วนหนึ่งของพื้นฐานของความอยาก.. ที่เข้าใจง่าย แต่ผมอยากให้ลองมองอีกมุม บางครั้งเรานั้นอาจ ต้องมีในสิ่งที่คนอื่นๆ แค่อยากมี

กล่าวคือใช่ว่า คนเราจะ “อยากมี” หรือ “ต้องมี” อะไรที่เหมือนๆ กัน มองลงไปในความเป็นจริงแล้ว การสร้างบางสิ่งที่สามารถส่งเสริมบุคคลในหลายๆ ด้าน ก็มีความจำเป็น ดังเช่น ในฐานะวิทยากร หากผมไปบรรยายแล้วใส่เสื้อยืดธรรมดา แทนสูทที่แพงกว่าเสื้อยืดมากนัก มันก็ยากที่จะเกิดการรับฟัง.. (จริงหรือ?)

ของอย่างเดียวกัน อาจจำเป็นสำหรับบางคน แต่ไม่จำเป็นสำหรับอีกคน

บางคนอาจคิดว่าต้องมองให้ทะลุแค่เปลือก นั่นแท้จริงอยู่ แต่เชื่อหรือไม่ว่าผมก็เคยผ่านการวางตัวที่ว่ามาแล้ว คือเสื้อยืด เสื้อโปโล สบายๆ ยืนบรรยาย..

แน่นอนว่าสุดท้ายสาระย่อมสำคัญกว่าเปลือกนอก ทว่า หากเข้าใจธรรมชาติ และจิตวิทยาในบางมุมแล้วนั้น บางทีเราต้องการเอาชนะอะไรที่ไร้ประโยชน์อยู่หรือเปล่า ภาพสะท้อนแห่งการต่อต้าน ขบถ นั้นมันเพราะปมตนเองเท่านั้นหรือไม่ นี่เป็นเพียงส่วนขยายความ

เสื้อยืด อัตตา มากกว่าใส่สูท!

แม้เรานั้นมีสติ ในทุกการกระทำ ดังเช่น ผมก็รู้ตัวดีว่า การใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ แล้วยืนพูดในฐานะอาจารย์นั้น มันไม่ได้ผิด และระลึกรู้ว่า ไม่ใช่ปกติธรรมดา เช่นนี้ คุณว่าใช่สติ จริงๆ ไหม หลายคนย้อนแย้งตนเองเช่นนี้แบบไม่รู้ตัว เพราะสติจริงๆ อันเกิดขึ้นภายหลังของผมคือ ทำไมผมต้องให้ผู้เรียน ผู้ฟังตั้งแง่ มองภาพพจน์ที่ไม่ดีก่อนด้วยเล่า ในเมื่อ “ผมทำให้มันง่าย” ได้ด้วยตัวผมเอง การที่ผมจะใส่สูท หรือเสื้อยืด แท้จริงแล้ว เสื้อยืดต่างหาก อัตตา ของผมในฐานะหน้าที่การเป็นวิทยากร แน่นอนว่า เวลาอื่นผมก็ไม่จำเป็นต้องแต่งตัวดีเลิศอะไร

เพราะเนื้อหาคำว่า “ต้องมี หรือต้องการ” นั้นไม่ใช่การตัดสินในมุมว่าเปลือกคืออะไร ไม่เช่นนั้นอะไรๆ ก็เป็นเปลือกไปหมด และเราคงไม่ต้องใส่เสื้อผ้ากันเลย

หรือความอยากนั้นมันผิดไปหมด ความต้องการมันก็สร้างขึ้นลวงตนเองได้เช่นกัน และความ “ต้องการ” เช่นนี้ นี่ละน่ากลัวกว่าความอยากนักในบางที เช่น การต้องการใครสักคน (เพราะคิดว่าใครก็มีกัน) แล้วมันไม่ใช่ที่เหมาะที่ควร ก็ทุกข์วนไป..

หรือ การต้องการโอกาส ซึ่งใช่อยู่ว่ามันต้องมีโอกาสถึงจะไปสู่บางสิ่งได้ แต่สำหรับบางคนมันคือข้ออ้างอยู่ร่ำไปว่า “ไม่มีโอกาส” และ “ต้องการ” มันเสียก่อน ในแง่นี้บางที “ความอยาก” ต่างหากเป็นสิ่งช่วยกระตุ้นให้ไม่รอโอกาสด้วยซ้ำ

สิ่งหนึ่งของการพัฒนาตนเองนั้น คือการเปลี่ยนมุมมองต่อสิ่งต่างๆ ให้ชัดที่สุด ไม่ต้องคิดว่าถูกที่สุด เพราะเรายังไม่รู้จนกว่าจะก้าวหน้าไปจนจุดที่พอใจ เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่อยากสะท้อนมุมมองอีกด้านออกมา

ซึ่งบทความนี้เป็นหนึ่งบทความที่แรกเริ่มเขียนสดบนหน้าเฟซ โดยไม่แน่ใจเหมือนกันว่า “ต้องมี” ความจำเป็นอะไร และ “ต้องการ” อะไรจากบทความนี้เหมือนกัน..

การพัฒนาตนเอง need or want

แสดงความเห็น

แสดงความเห็น